จุฬาฯ ชูแนวคิด ‘Trust Zone’ ถอดบทเรียนความรุนแรงในโรงเรียน ย้ำสื่อ-โซเชียลฯ ต้องใช้ความเห็นอกเห็นใจ มากกว่าความเร็ว
อัปเดตเมื่อ: 11 สิงหาคม 2569 เวลา 09:34อ่าน 3 นาที

วานนี้ (10 สิงหาคม) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเวที Chula the Impact ครั้งที่ 42 ระดมผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา การศึกษา และการสื่อสาร
ประเด็นสำคัญ
ร่วมถอดบทเรียนจากเหตุความรุนแรงและภาวะฉุกเฉินในสถานศึกษา ชี้ชัดหลายวิกฤตสามารถป้องกันได้ หากทุกภาคส่วนมีความเข้าใจ ตระหนักรู้
และร่วมกันสร้างภูมิคุ้มกันทางใจให้แก่เด็กและเยาวชนอย่างถูกวิธี ศูนย์สื่อสารองค์กร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดเสวนา Chula the Impact ครั้งที่ 42 ภายใต้หัวข้อ เสริมเกราะ สร้างแกร่ง
รายละเอียดเพิ่มเติม
ความปลอดภัยในโรงเรียน เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายศาสตร์ได้วิเคราะห์ ถอดบทเรียน และนำเสนอแนวทางการป้องกันและรับมือกับเหตุรุนแรงในสถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม วิเลิศ
ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ภัยในสถานศึกษาปัจจุบันไม่ได้มีเพียงภัยธรรมชาติ แต่ยังรวมถึงภัยจากความรุนแรง
ซึ่งหลายปัญหาสามารถป้องกันได้หากมีความเข้าใจและเตรียมความพร้อมอย่างเพียงพอ มหาวิทยาลัยไม่ได้มีหน้าที่เพียงถ่ายทอดความรู้ แต่ต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม
สถานการณ์ล่าสุด
โดยเฉพาะการทำความเข้าใจจิตใจของเยาวชน วิเลิศ ย้ำว่า การดูแลสุขภาพจิตไม่ใช่เพียงเรื่องทางวิชาการ แต่เป็นศาสตร์แห่งชีวิต ที่ทุกคนสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้
การสังเกตและดูแลจิตใจตัวเองรวมถึงคนรอบข้าง เปรียบเสมือนการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเพื่อไม่ให้ปัญหาลุกลาม สำหรับประเด็นการกลั่นแกล้ง (Bullying)
ที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากอิทธิพลของสื่อสังคมออนไลน์ อธิการบดีจุฬาฯ เสนอว่า การจะทำให้เด็กกล้าเปิดใจปรึกษา ต้องไม่หยุดอยู่แค่การสร้างพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone)
มุมมองและผลกระทบ
แต่ต้องสร้างพื้นที่แห่งความไว้วางใจ (Trust Zone) เพื่อให้เด็กรู้สึกมั่นใจว่าเมื่อพูดออกไปแล้วจะไม่ถูกตัดสินหรือซ้ำเติม ทั้งนี้ จุฬาฯ เตรียมรวบรวมบุคลากร นิสิต
และศิษย์เก่าด้านจิตวิทยา เพื่อเข้าสนับสนุนการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบร่วมกับกรมสุขภาพจิต โดยคณะจิตวิทยายังมีบริการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตผ่านระบบออนไลน์
เพื่อเพิ่มการเข้าถึงของประชาชน ด้าน พนิตา เสือวรรณศรี ผู้อำนวยการหลักสูตรจิตวิทยาการปรึกษา คณะจิตวิทยา จุฬาฯ ได้ให้คำแนะนำแก่ผู้ปกครองในการหมั่นสังเกตพฤติกรรมของบุตรหลาน
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
หากพบว่ามีพฤติกรรมเปลี่ยนไป เช่น แยกตัว เก็บตัว ไม่พูดคุย หรือไม่เล่าเรื่องที่เคยเล่า อาจเป็นสัญญาณของความเครียดหรือปัญหาที่ซ่อนอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง
แม้เด็กจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่เกิดเหตุโดยตรง พ่อแม่ควรเปิดโอกาสให้พวกเขาได้พูดถึงความรู้สึก ความกลัว และประสบการณ์ที่พบเจอ เพื่อให้เด็กมีพื้นที่ในการสื่อสารและกล้าขอความช่วยเหลือ
ในมิติของการสื่อสาร เจษฎา ศาลาทอง จากคณะนิเทศศาสตร์ ฝากข้อคิดเตือนใจถึงสื่อมวลชนและผู้ใช้โซเชียลมีเดีย ให้ระมัดระวังการสื่อสารเรื่องราวความรุนแรง
โดยควรมีแนวทางที่ชัดเจนว่าสิ่งใดควรนำเสนอ และสิ่งใดควรละเว้น เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนจิตใจผู้ประสบเหตุและครอบครัว พร้อมย้ำว่าผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียควรยึดหลักความเห็นอกเ…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ เดอะสแตนดาร์ด



