เบื้องหลัง ‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน’ เปิดทางให้ TACC ทุ่ม 45 ล้านบาท เข้าถือหุ้น 30% ร่วมปลุกปั้นแบรนด์สู้ตลาดแข่งเดือด
อัปเดตเมื่อ: 19 สิงหาคม 2569 เวลา 09:23อ่าน 3 นาที

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ตลาดเครื่องดื่มชาในประเทศไทยเวลานี้ Red Ocean ไปแล้ว ด้วยมูลค่าตลาดสูงถึง 2 หมื่นล้านบาทและยังมีอัตราการเติบโตขึ้นทุกปี ทว่าภายใต้การแข่งขันที่รุนแรงนี้
ประเด็นสำคัญ
ก็ยังคงมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ ประเด็นสำคัญ TACC ทุ่ม 45 ล้านบาท เข้าถือหุ้น ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน 30% นำความเชี่ยวชาญ R&D ร่วมพัฒนาเมนูใหม่-ขยายช่องทางขาย
เริ่มขยายร้านด้วยระบบแฟรนไชส์รับโอกาสโต สะท้อนได้จากการขยายตัวของผู้เล่นทั้งรายเล็กและรายใหญ่ ไม่เว้นแม้แต่แบรนด์ ‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน’ ที่อยู่ในตลาดแค่ 4 ปี
รายละเอียดเพิ่มเติม
แต่สามารถขยายสาขาได้ถึง 27 แห่ง เรียกได้ว่าการจะเติบโตในสนามนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย พันธ์ทิพย์ ดีเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด จำกัด หรือเจ้าของแบรนด์
ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน ฉายภาพว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีแบรนด์ต่างชาติกระโดดเข้ามาในตลาดเครื่องดื่มชาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปทุกวัน
แบรนด์จึงต้องปรับตัวอย่างหนักด้วยการเฟ้นหาช่องทางจำหน่ายและพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ออกสู่ตลาด ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมองย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้น จากวันแรกจนถึงวันนี้ที่เข้าสู่ปีที่ 4
สถานการณ์ล่าสุด
ของการทำ Branding จริงจัง บริษัทสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งมาจากจุดแข็งด้านรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ โดยได้สูตรมาจากจังหวัดนครศรีธรรมราชซึ่งเป็นบ้านเกิดของตนเอง
ซึ่งทำให้ครองใจลูกค้ารอบด้าน ซ้ำยังมีพลังจากชื่อแบรนด์ ‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน’ ที่ทำหน้าที่เสมือนการสะกดจิตให้ผู้บริโภคพูดกับตนเองและปฏิบัติตามด้วยการซื้อดื่มทุกวัน
ซึ่งพบว่าพฤติกรรมของคนดื่มชาเย็นมีความคล้ายคลึงกับคนดื่มกาแฟ คือดื่มเป็นประจำวันละ 2-3 แก้ว โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ TACC ทุ่ม 45 ล้านบาท เข้าถือหุ้น ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน 30%
มุมมองและผลกระทบ
ถึงกระนั้น ความท้าทายในโลกธุรกิจไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องคู่แข่ง แต่ยังรวมถึงวิกฤตต้นทุนที่พุ่งสูง ทั้งราคาใบชาที่ผันผวนตามฤดูกาลและปรับขึ้นอย่างน้อย 10%
รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ในขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคกลับสวนทางลดลงทุกวัน แบรนด์จึงพยายามบริหารจัดการต้นทุนเต็มที่เพื่อตรึงราคาให้นานที่สุด
ทว่าก็มีแผนอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาในช่วงปลายปีนี้หรือปี 2570 เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ จากความท้าทายที่มีอยู่รอบด้าน พันธ์ทิพย์ มองว่าหากลุยธุรกิจเพียงลำพัง
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
การเติบโตอาจไม่ทันการณ์ จึงได้ตัดสินใจดึงพาร์ตเนอร์อย่าง บริษัท ที. เอ. ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TACC เข้ามาร่วมลงทุนด้วยการซื้อหุ้น 30% มูลค่ารวม 45 ล้านบาท
โดยผลจากการได้ TACC เข้ามาเป็นพันธมิตรในครั้งนี้ จะช่วยเติมเต็มระบบ Supply Chain และระบบหลังบ้านให้แข็งแกร่ง และจะช่วยรองรับช่องทางจำหน่ายขนาดใหญ่ พร้อมทั้งได้ทีมวิจัยและพัฒนา
(R&D) มืออาชีพเข้ามาช่วยพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ให้ตอบโจทย์ตลาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น นำความเชี่ยวชาญ R&D ร่วมพัฒนาเมนูใหม่-ขยายช่องทางขาย ขณะเดียวกันฝั่งของ ไตรทิพย์ ศิวะกฤษณ์กุล ประธา…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ เดอะสแตนดาร์ด



