ปตท. เดินหน้าเจรจาหาพาร์ตเนอร์ต่างชาติ ดึงถือหุ้นโรงกลั่น-ปิโตรเคมี รับมือพลังงานโลกผันผวน สร้าง Synergy ธุรกิจ
อัปเดตเมื่อ: 21 สิงหาคม 2569 เวลา 20:24อ่าน 3 นาที

ท่ามกลางมรสุมภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ทวีความรุนแรงและท้าทายโครงสร้างพลังงานแบบเดิมอย่างไม่เคยมีมาก่อน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT
ประเด็นสำคัญ
เองก็กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งสำคัญในการบริหาร ‘สองบทบาท’ ที่ต้องรักษาสมดุล บทบาทหนึ่งคือการเป็น ‘รัฐวิสาหกิจ’ ที่ต้องดูแลความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ และอีกบทบาทหนึ่งคือ
‘บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์’ ที่ต้องสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น ประเด็นสำคัญ ผ่าโครงสร้างกำไรครึ่งแรกปี 2569 ทะลุ 7 หมื่นล้านบาท กลุ่ม ปตท.ตั้งงบลงทุน 5 ปี ทุ่ม 1
รายละเอียดเพิ่มเติม
ล้านล้านบาท ลงทุนขยายธุรกิจ เร่งเครื่องสู่ Net Zero ด้วยแผน ‘CCS Sandbox’ ระดับประเทศ ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
หรือ PTT เปิดเผยในงานแถลงผลการดำเนินงานไตรมาส 2 และครึ่งแรกของปี 2569 เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการ ‘Project Genesis’
คือแผนการจัดโครงสร้างและหาพาร์ทเตอร์เชิงยุทธศาสตร์ระดับสากลเข้ามาถือหุ้นในกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่น โดย ปตท. ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และควบคุมทิศทางหลักเช่นเดิม โดย
สถานการณ์ล่าสุด
ดร.คงกระพัน ระบุอย่างชัดเจนว่า เงื่อนไขของการดึงพาร์ทเนอร์ในดีลนี้คือ ต้องมาช่วยสนับสนุนให้ธุรกิจดีขึ้น โดยเป้าหมายของการดึงพันธมิตรเข้ามาไม่ได้เน้นเรื่องเงินทุนเป็นหลัก
แต่ต้องการสิ่งที่จะเข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือ Synergy ใน 4 มิติสำคัญ ได้แก่ Margin Improvement คือ การปรับปรุงอัตรากำไรขั้นต้นให้แข็งแกร่งขึ้น Technology Transfer
มีการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต Feedstock Flexibility สร้างความยืดหยุ่นในการจัดหาและป้อนวัตถุดิบต้นน้ำจากทั่วโลก Market Access & Competition
มุมมองและผลกระทบ
Reduction เป็นการควบรวมเพื่อเข้าสู่ตลาดการค้าใหม่ๆ และลดการแข่งขันที่ซ้ำซ้อน แทนที่พันธมิตรดังกล่าวจะไปขยายกำลังการผลิตแข่งกับ ปตท.
ก็ให้นำเม็ดเงินและตลาดมาขยายร่วมกันภายใต้ร่มเงาของกลุ่ม ปตท. เมื่อผู้สื่อข่าวกรณีโอกาสในการเลื่อนกำหนดเวลาปิดดีลหาพันธมิตรปิโตรเคมีและโรงกลั่นจากปี 2569 ออกไปเป็นปีหน้า หรือไม่ซึ่
งเดิมกลุ่ม ปตท. ตั้งเป้าหมายจะเห็นความชัดเจนภายในปีนี้ ดร.คงกระพัน ระบุว่า จากความไม่แน่นอนของบริบทโลกส่งผลให้โครงสร้างหลักเกณฑ์เปลี่ยนไป
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
โดยขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะมีความชัดเจนของดีลในการหาพาร์ทเนอร์ต่างประเทศมาร่วมถือหุ้นในธุรกิจโรงกลั่น และปิโตรเคมี จะยังมีความชัดเจนภายในปีนี้ตามแผนเดิมที่เคยวางไว้
หรืออาจจะขยับไทน์ไลน์เลื่อนออกไปจากปีนี้ไปเป็นปีหน้า “ในด้านของไทน์ไลน์ก็อาจจะขยับนะครับ แต่ว่าเราก็ยังไม่อยากบอกว่าขยับ เพราะเรื่องนี้ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการเจรจาพูดคุย
แต่ว่าก็คงต้องดูดีๆ นะครับ” ดร.คงกระพัน กล่าว ทั้งมีปัจจัยเหตุผลทางภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการเชิงนโยบาย 3 ประเด็น ดังนี้ วิกฤตตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุส
ด้วยปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการขนส่งน้ำมันดิบ ทำให้พันธมิต…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ เดอะสแตนดาร์ด



