แนะSMEคว้าโอกาส3ปีทอง
อัปเดตเมื่อ: 17 สิงหาคม 2569 เวลา 00:01อ่าน 3 นาที

แม้สงครามการค้าระหว่างมหาอำนาจ สหรัฐ และ จีน อาจจะดูผ่อนคลายลง แต่ความจริงคือ การแข่งขันกำลังเข้าสู่เฟสใหม่ ย้ายสนามแข่งขันจากกำแพงภาษีเป็นการแยกห่วงโซ่อุปทาน การเร่งพัฒนาเทคโนโลยี
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
และการช่วงชิงความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ แม้จะเป็นความเสี่ยงของผู้ประกอบการไทย แต่ก็ถือเป็น โอกาส สำหรับธุรกิจที่ปรับตัวได้เร็ว โดยเฉพาะ 3 ปีจากนี้ไป
ถูกมองเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านสำคัญของเศรษฐกิจโลก เมื่อสหรัฐเร่งลดการพึ่งพาจีน ขณะที่จีนเดินหน้าสร้างแต้มต่อใหม่ผ่านเทคโนโลยีและตลาดเกิดใหม่
รายละเอียดเพิ่มเติม
ท่ามกลางการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานโลกครั้งใหญ่ สร้างสมดุลใหม่ของการค้าโลก ช่วง 3 ปีข้างหน้า จึงเป็นเวลาที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยต้องเร่งวางหมาก
เพื่อคว้าโอกาสก่อนเกมการค้าโลกจะเปลี่ยนไป finbiz by ttb ได้เปิดมุมมองให้กับผู้ประกอบการ ทั้งความเสี่ยงและโอกาส เตรียมพร้อมรับมือการแข่งขันในสมรภูมิการค้าโลกใหม่ โดยได้ชี้ว่า
สนามแข่งใหม่ ไม่ใช่การตอบโต้กันด้วยกำแพงภาษีที่สูงกว่า 100% อีกแล้ว เพราะการพักรบทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ทำให้อัตราภาษีลดลงอย่างมาก แต่ประเด็นสำคัญคือ
สถานการณ์ล่าสุด
ในระยะกลางและระยะยาวทั้งสองประเทศยังเดินหน้าลดการพึ่งพากันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์
เกมการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจในวันนี้ได้ขยายวงกว้างจากการค้าไปสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะจีนกำลังเร่งลงทุนด้าน AI และระบบอัตโนมัติอย่างจริงจัง
ปัจจุบันมีบริษัทหุ่นยนต์มากกว่า 190,000 แห่ง และมีบริษัทเกิดขึ้นใหม่เฉพาะในปี 2024 ปีเดียวมีมากถึงกว่า 44,000 แห่ง อีกทั้งจีนยังเร่งขับเคลื่อนเทคโนโลยีแห่งอนาคตอีกหลายด้าน ทั้ง
มุมมองและผลกระทบ
Quantum Technology, Brain-Computer Interface, 6G, พลังงานแห่งอนาคต และ Biomanufacturing ซึ่งเทคโนโลยีชีวภาพนี้นับเป็นตัวแปรสำคัญที่มีศักยภาพปฏิวัติการผลิตในอุตสาหกรรมอาหาร ยา
วัสดุใหม่ และพลังงานสะอาด นวัตกรรมทั้งหมดนี้จึงกำลังเข้ามาเปลี่ยนทั้งรูปแบบการดำเนินธุรกิจและโครงสร้างต้นทุนอุตสาหกรรมในอนาคตอย่างสิ้นเชิง การบุกของทุนจีนเป็นดาบสองคม มีทั้ง โอกาส
และ การแข่งขัน ที่เอสเอ็มอีไทยต้องอ่านให้ออก โดย 4 ความเสี่ยงสำคัญที่เอสเอ็มอีไทยต้องจับตา ได้แก่ 1.การพึ่งพาจีนสูง โดยปัจจุบันเอสเอ็มอีไทยนำเข้าสินค้าจากจีนราว 50%
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
ผู้ประกอบการจึงควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมพิจารณากระจายแหล่งจัดหาสินค้า เพื่อลดความเสี่ยงในระยะยาว 2.ความผันผวนของค่าเงิน
โดยกำไรของธุรกิจอาจหายไปหากค่าเงินมีความผันผวนหนัก จึงต้องมีการวางแผนบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนให้สอดคล้องกับรูปแบบรายรับและรายจ่ายของธุรกิจ 3.ทิศทางดอกเบี้ย
โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ 1% ต่ำกว่าสหรัฐ ที่สูงราว 3.5% ถือเป็นช่วงที่ต้นทุนการเงินยังเอื้อต่อการลงทุน ผู้ประกอบการที่มีแผนขยายธุรกิจจึงควรใช้โอกาสนี้พิจารณาการลงทุน
ควบคู่กับการบริหารสภาพคล่องให้เหมาะสม และ 4.การเติบโตของเศรษฐกิจไทย ที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโต 3.5% ในขณะที…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ไทยโพสต์



