Predatory Hegemony มหาอำนาจนักล่าของทรัมป์ 2.0 (1)
อัปเดตเมื่อ: 2 สิงหาคม 2569 เวลา 00:01อ่าน 3 นาที

จากเดิมที่ทำตัวเป็นพี่ใหญ่ คอยดูแลกฎกติกาโลก ทรัมป์ 2.0 เปลี่ยนสหรัฐให้กลายเป็น “มหาอำนาจที่เน้นการตักตวง” Stephen Walt นักวิชาการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจาก Harvard University
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
บรรยายว่า ยุทธศาสตร์แม่บท (grand strategy) ของทรัมป์ 2.0 คือ “มหาอำนาจนักล่า” (‘Predatory Hegemony’) จากเดิมที่ทำตัวเป็นพี่ใหญ่ คอยดูแลกฎกติกาโลก ทรัมป์ 2.0 เปลี่ยนสหรัฐให้กลายเป็น
“มหาอำนาจที่เน้นการตักตวง” ด้วยการ ภาพ: ยุทธศาสตร์แม่บทของทรัมป์ 2.0 คือ “มหาอำนาจนักล่า” เครดิตภาพ: ปัญญาประดิษฐ์ ประการแรก การทูตแบบ “ยื่นหมูยื่นแมว” ในยุคทรัมป์ 2.0
รายละเอียดเพิ่มเติม
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะไม่มีคำว่ามิตรภาพถาวร มีแต่ผลประโยชน์ที่วัดผลได้เท่านั้น ยกตัวอย่าง พันธมิตรต้องเสียค่าใช้จ่ายให้กับกองทัพสหรัฐ
ประเทศที่มีฐานทัพสหรัฐหรือได้รับความคุ้มครองทางทหาร (เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือกลุ่ม NATO) จะถูกกดดันให้จ่ายค่าคุ้มครองเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด เรื่องนี้ไม่ใช่ของใหม่
รัฐบาลสหรัฐหลายชุดขอให้เกาหลีใต้ออกค่าใช้จ่ายให้กับกองทัพอเมริกันที่ประจำการในเกาหลีใต้ มีการเจรจาเป็นระยะ รัฐบาลทรัมป์ลดบทบาทในองค์กรระหว่างประเทศ (UN, WTO)
สถานการณ์ล่าสุด
เพราะมองว่าเป็นภาระที่อเมริกาเสียเปรียบ ไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควร ตัวรัฐบาลทรัมป์กลายเป็นผู้วางกฎเสียเอง ส่วนเรื่องข้อตกลงปารีสนั้น ทรัมป์ 2.0 ยึดแนวคิดเดิม คือ ไม่ยอมรับว่าโลกร้อน
ส่งเสริมใช้พลังงานฟอสซิล แม้เรื่องนี้สวนทางสหประชาชาติ สวนทางประชาคมโลก รัฐบาลทรัมป์ใช้การทูตเชิงบีบบังคับหรือกดดันเพื่อคู่เจรจายอมเสียบางอย่าง
เป็นแนวทางที่ต้องการดึงผลประโยชน์มากที่สุดในแต่ละเรื่องที่เจรจา ทำเช่นนี้กับทุกประเทศไม่เว้นพันธมิตร นักวิเคราะห์บางคนชี้ว่าทรัมป์นิยมใช้การทูตเรือปืน (Gunboat Diplomacy)
มุมมองและผลกระทบ
ข่มขู่อีกประเทศด้วยกำลังทหาร พูดทีเล่นทีจริงว่าจะล้มรัฐบาลของอีกประเทศ จะยึดมาเป็นของตน ยกตัวอย่าง มกราคม 2026 ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวถึงทรัพยากรน้ำมันเวเนฯ ว่า
“เวเนซุเอลายึดและขายน้ำมันของอเมริกา อันเป็นทรัพย์สินของอเมริกา และเป็นแท่นขุดเจาะของอเมริกา คำพูดของทรัมป์ฟังดูแปลก แต่ผู้นำสหรัฐคิดเช่นนั้นและพูดทำนองนี้เรื่อยมา
ตอนนี้สหรัฐเพียงแค่เอากลับคืน สิ่งที่ทำกับเวเนฯ นั้นชอบธรรมแล้ว ฝ่ายที่มีอำนาจมากกว่าจะพยายามรีดเอาผลประโยชน์จากฝ่ายที่อ่อนแอกว่า ประการที่ 2 สงครามการค้าแบบเบ็ดเสร็จ
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
รัฐบาลทรัมป์ใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจเพื่อดึงเม็ดเงินกลับเข้าประเทศ ที่โดดเด่นคือกำแพงภาษีถ้วนหน้าโดยเก็บภาษีนำเข้า 10-20% กับทุกประเทศ และอาจสูงถึง 30-60% ต่อบางประเทศ
ใช้ทั้งมาตรการภาษีและการบีบบังคับ เพื่อให้บริษัทอเมริกันย้ายฐานการผลิตกลับประเทศ Zuo Xiying จาก Renmin University of China ชี้ว่ารัฐบาลสหรัฐใช้ภาษีตอบโต้เป็นเครื่องมือตามยุทธศาสตร์
‘Predatory Hegemony’ พันธมิตรสหรัฐโดนถ้วนหน้าและจำยอมง่ายๆ ถ้าอธิบายให้ลึกกว่านี้ สหรัฐใช้นโยบายทำให้เพื่อนบ้านกลายเป็นยาจก ( Beggar-thy-neighbor trade policies) เป็นแนวคิดแ…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ไทยโพสต์



