รัฐบาลเดินหน้าแก้ค่าไฟแพง ไฟเขียวเจรจารื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน ทบทวนค่าพร้อมจ่าย-แผน PDP
อัปเดตเมื่อ: 2 สิงหาคม 2569 เวลา 10:42อ่าน 3 นาที

วันนี้ (2 สิงหาคม) ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการทำงานของคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ซึ่งมีตนเป็นประธาน ว่า
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
ปัญหาพลังงานราคาแพงเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าที่เป็นต้นทุนพื้นฐานของทุกกิจการ ในส่วนของการแก้ไขสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว
หรือที่ถูกเรียกว่า ‘สัญญาชั่วนิรันดร์’ ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) แล้ว เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569
รายละเอียดเพิ่มเติม
โดยมติดังกล่าวเปิดทางให้การไฟฟ้าสามารถเริ่มเจรจากับภาคเอกชนได้ทันที โดยไม่ต้องเสนอ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอีกครั้ง ทั้งนี้
เป้าหมายแรกคือการเร่งเจรจากับเอกชนและปรับแก้สัญญาเหล่านี้ให้แล้วเสร็จ เพราะในทางปฏิบัติไม่ควรมีสัญญาฉบับใดที่ไม่มีการทบทวนหรือปรับเงื่อนไขตลอดอายุสัญญา 50 ปี
ตามหลักสากลควรมีการทบทวนเป็นระยะ เช่น ทุก 10 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อ ต้นทุน และสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ปกรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันราคารับซื้อไฟฟ้าฐานอยู่ที่ประมาณ 2.16
สถานการณ์ล่าสุด
บาทต่อหน่วย แต่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าบางประเภทลดลงอย่างต่อเนื่อง จึงต้องพิจารณาว่าราคารับซื้อดังกล่าวยังสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงหรือไม่ และเป็นธรรมต่อประชาชนผู้แบกรับภาระค่าไฟฟ้าหรือไม่
นอกจากเรื่องสัญญาระยะยาวแล้ว คณะกรรมการฯ ยังต้องพิจารณาประเด็น Availability Payment (ค่าพร้อมจ่าย) ซึ่งเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งของต้นทุนค่าไฟฟ้า
โดยคณะทำงานกำลังพิจารณามาตรการที่เหมาะสม และคาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้ ปกรณ์ กล่าวว่า การเจรจาปรับสัญญารับซื้อไฟฟ้ากับเอกชนไม่ใช่การยกเลิกสัญญา
มุมมองและผลกระทบ
และไม่มองว่าจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน แต่เป็นการปรับเงื่อนไขให้สอดคล้องกับหลักสากล เนื่องจากในอดีตประเทศไทยอาจจำเป็นต้องให้สิทธิประโยชน์ในระดับสูงเพื่อดึงดูดเทคโนโลยีใหม่
แต่ปัจจุบันตลาดและต้นทุนได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว จึงถึงเวลาที่ควรทบทวนเงื่อนไขให้เหมาะสม ทั้งนี้ ปัญหาค่าไฟฟ้าจะต้องพิจารณาทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะสัญญารับซื้อไฟฟ้า
โดยหัวใจสำคัญคือแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ที่ต้องตั้งอยู่บนข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์และข้อเท็จจริง ไม่ใช่การคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าเกินความจำเป็น
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
ต้องประเมินให้ชัดว่าประเทศมีกำลังผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และแหล่งพลังงานอื่น ๆ เพียงใด ปกรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยต้องมองอนาคตด้านพลังงานอย่างจริงจัง
ทั้งความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) การลดต้นทุนระบบสายส่งของการไฟฟ้า แนวโน้มการใช้ SMR (Small Modular Reactor) หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก
รวมถึงโครงการ ASEAN Smart Grid ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ประเทศในภูมิภาคสามารถซื้อขายพลังงานส่วนเกินระหว่างกันได้ ทั้งนี้ หากประเทศเพื่อนบ้านมีต้นทุนแรงงานต่ำและมีแหล่งพลังงานใหม่
ขณะที่ไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและแบกรับค่าไฟฟ้าสูง ย่อมส่ง…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ เดอะสแตนดาร์ด



