รพ.อ่างทอง ยอมรับกินเลี้ยงจริง เผยกะโหลก-ข้อเท้าทารกไม่แตกหัก ยันถ้า รพ.ไม่ผิด ไม่ฟ้องกลับ
อัปเดตเมื่อ: 27 กรกฎาคม 2569 เวลา 15:53อ่าน 3 นาที

รพ.อ่างทอง ยอมรับกินเลี้ยงจริง เผยกะโหลก-ข้อเท้าทารกไม่แตกหัก ยันถ้า รพ.ไม่ผิด ไม่ฟ้องกลับ เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 27 กรกฎาคม ที่ห้องประชุม 82 ปี ศรีสาธารณสุข ชั้น 5
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอ่างทอง ต.บ้านอิฐ อ.เมือง จ.อ่างทอง นพ.ทวีโชค โรจนอารัมภ์กุล นายแพทย์ สสจ.อ่างทอง พร้อมด้วย พญ.ปาริชาติ ศิระวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอ่างทอง พญ.เยาวเรศ
กิตติธเนศวร รองผู้อำนวยการด้านทรัพยากรบุคคล พญ.ศิริสุดา อัญญะโพธิ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลอ่างทอง แถลงข้อเท็จจริงกรณีผู้ปกครองตั้งข้อสงสัยทารกแรกเกิดเสียชีวิต
รายละเอียดเพิ่มเติม
โดยร้องเรียนกับทางมูลนิธิปวีณา หลังผ่าคลอดลูกชายคลอดก่อนกำหนด พบปอดติดเชื้อต้องเข้ารักษาในห้องไอซียูเด็ก ระหว่างรักษาได้มีการจัดเลี้ยงโต๊ะจีน 5 โต๊ะ ภายในห้องไอซียูเด็ก
หลังจัดงานรุ่งขึ้นวันที่ 21 กรกฎาคม ทารกเสียชีวิต โดยมีข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบเบื้องต้น โรงพยาบาลอ่างทอง ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการเสียชีวิตของทารกที่ปรากฏเป็นข่าวพบว่า
แม่เด็กเป็นโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ดีตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ โดยจากการตรวจสอบข้อมูลการฝากครรภ์พบว่าระดับน้ำตาลในเลือดส่วนใหญ่ของแม่เด็กสูงกว่าเกณฑ์ที่เหมาะสม
สถานการณ์ล่าสุด
ซึ่งเป็นเหตุให้น้ำหนักแรกเกิดของทารกมากกว่าเกณฑ์อายุครรภ์ วันที่ 16 กรกฎาคม ทารกคลอดก่อนกำหนด อายุครรภ์ 36 สัปดาห์ มีน้ำหนักแรกเกิด 4,305 กรัม ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าเกณฑ์ตามอายุครรภ์
(Large for Gestational Age: LGA) โดยแม่มีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง ร่วมกับมีภาวะน้ำเดินก่อนครบกำหนดคลอด ส่งผลให้ทารกมีภาวะความดันเลือดในปอดสูง (Persistent
Pulmonary Hypertension of the Newborn: PPHIN) ภาวะหายใจลำบากชั่วคราวในทารกแรกเกิด (Transient Tachypnea of the Newborn: TTNB) และสงสัยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis)
มุมมองและผลกระทบ
ซึ่งเป็นโรคที่มีความรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูง ภายหลังคลอดประมาณ 1 ชั่วโมง ทารกมีอาการหายใจลำบากและมีระดับออกชิเจนในเลือดต่ำ จึงได้รับการรักษาตามมาตรฐานวิชาชีพ ทั้งการให้ยา
การช่วยหายใจ และการดูแลอย่างใกล้ชิดในหอผู้ป่วยวิกฤตทารกแรกเกิด (NICU) อย่างไรก็ตาม อาการของผู้ป่วยมีความรุนแรงต่อเนื่องตามลักษณะการดำเนินของโรค
ทีมแพทย์ได้ปรึกษากุมารแพทย์ด้านทารกแรกเกิดของโรงพยาบาลแม่ข่าย เพื่อพิจารณาการส่งต่อผู้ป่วย ได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางการรักษา การให้ยา การประคับประคองระบบหายใจ และระบบไหลเวียน
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
โดยพิจารณาแล้วเห็นว่า ในสภาวะดังกล่าว ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิตระหว่างการเคลื่อนย้าย เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม เวลา 10.20 น. ผู้ป่วยมีอาการทรุดลงและเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น
ทีมรักษาได้ดำเนินการช่วยฟื้นคืนชีพทันที พร้อมทั้งชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการวินิจฉัยโรค ความรุนแรงของภาวะโรค และโอกาสเสียชีวิต แก่บิดาและมารดา
รวมถึงยังคงให้การรักษาอย่างเต็มความสามารถตามมาตรฐานวิชาชีพ ระหว่างวันที่ 18-19 กรกฎาคม ผู้ป่วยมีอาการคงที่แต่ยังอยู่ในภาว…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



