กักขังทางเลือกสุดท้าย ศาลยุติธรรมชู บริการสังคม แทนค่าปรับ-ผ่อนชำระ ตั้งแต่ชั้นให้การ
อัปเดตเมื่อ: 27 กรกฎาคม 2569 เวลา 17:40อ่าน 3 นาที

ศาลยุติธรรมเดินหน้าคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ เพิ่มความยืดหยุ่นคดีอาญา กักขังคือทางเลือกสุดท้ายชูแนวทาง “ทำงานบริการสังคมแทนค่าปรับ-ผ่อนชำระ” ตั้งแต่ชั้นสอบคำให้การ
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวถึงมาตรการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการบังคับโทษปรับคดีอาญาว่า ที่ผ่านมาเมื่อศาลมีคำพิพากษาปรับจำเลย
มักพบปัญหาจำเลยหลายรายไม่สามารถหาเงินมาชำระค่าปรับได้ทันที เนื่องจากติดขัดข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ฐานะทางการเงิน หรือปัจจัยความจำเป็นอื่นๆ ซึ่งอาจทำให้จำเลยถูกกักขังแทนค่าปรับ
รายละเอียดเพิ่มเติม
ความจริงแล้วศาลยุติธรรมได้ดำเนินการบังคับค่าปรับในกรณีที่จำเลยไม่มีเงินเพียงพอชำระค่าปรับในหลากหลายวิธี โดยไม่จำเป็นต้องนำตัวจำเลยไปกักขังแทนค่าปรับเสมอไป ด้วยเหตุนี้
คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม(ก.บ.ศ.) จึงได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการส่งเสริมและขับเคลื่อนมาตรการเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ที่มี นายวีระพงศ์ สุดาวงศ์
รองประธานศาลฎีกาเป็นประธานคณะทำงานเข้ามารวบรวมและเผยแพร่แนวปฏิบัติของศาลยุติธรรมที่ยึดหลักสำคัญว่า “การกักขังแทนค่าปรับควรเป็นมาตรการสุดท้าย”
สถานการณ์ล่าสุด
พร้อมผลักดันนำมาตรการทางเลือกอื่นมาใช้อย่างแพร่หลาย ซึ่งนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 เป็นต้นมา ศาลได้อนุญาตให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณะประโยชน์แทนการจ่ายเงินค่าปรับ
สูงถึงประมาณร้อยละ 80 ของคำร้องทั้งหมด แนวทางปฏิบัติของศาลเกี่ยวกับการอนุญาตให้จำเลยทำงานแทนค่าปรับนั้น จะเริ่มตั้งแต่ในชั้นสอบคำให้การ
โดยศาลจะแจ้งสิทธิพร้อมเปิดโอกาสให้จำเลยขอทำงานบริการสังคมหรือสาธารณะประโยชน์แทนค่าปรับได้ตั้งแต่ชั้นสอบคำให้การ
มุมมองและผลกระทบ
กรณีที่จำเลยให้การรับสารภาพศาลจะสอบถามความประสงค์ว่าต้องการทำงานแทนค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30/1 หรือไม่ หากจำเลยมีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์และยินยอม
ศาลสามารถสั่งอนุญาตในรายงานกระบวนพิจารณาได้ทันทีโดยที่จำเลยไม่ต้องยื่นคำร้อง ทั้งนี้ ในคดีที่จำเลยเป็นบุคคลธรรมดา หากคำพิพากษาระบุการบังคับค่าปรับตามมาตรา 29 และมาตรา 30
ให้ระบุการทำงานแทนค่าปรับตามมาตรา 30/1 ไว้ด้วย อย่างไรก็ตามศาลได้กำหนดข้อยกเว้นสำหรับคดีที่กระทำโดยเจตนาร้าย ทุจริต
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
หรือคดีที่กฎหมายมุ่งลงโทษทางทรัพย์สินเพื่อไม่ให้ผู้กระทำผิดได้รับประโยชน์จากการกระทำผิด จะถือเป็นสภาพความผิดที่ไม่ควรอนุญาตให้ทำงานแทนค่าปรับได้ เช่น ความผิดฉ้อโกงประชาชน
ความผิดเกี่ยวกับการค้ายาเสพติด ความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน ความผิดเกี่ยวกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สถาบันการเงิน และกฎหมายศุลกากร
เพราะความผิดเหล่านี้จะกระทบต่อผู้เสียหายเป็นวงกว้าง สำหรับการคำนวณเวลาและลักษณะงาน ได้มีการปรับเปลี่ยนให้ยืดหยุ่นเพื่อเอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตจำเลย
โดยเปลี่ยนมาใช้นับชั่วโมงแทนวัน ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญาให้ถือการทำงาน 1 วัน แทนค่าปรับ 500 บาท ระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมกำหนดให้ทำงานครบ 2 ชั่วโมงถือเป็นการทำงาน 1 วัน
สำหรับลักษณะงานมีความหลา…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



