ศธ. ยันไม่ปลดล็อกทรงผม ให้อำนาจสถานศึกษา-น.ร. มีส่วนร่วมกำหนดเอง
อัปเดตเมื่อ: 18 สิงหาคม 2569 เวลา 13:23อ่าน 3 นาที

ศธ. ยันไม่ปลดล็อกทรงผม ให้อำนาจสถานศึกษา-น.ร. มีส่วนร่วมกำหนดเอง เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ศธ.ได้จัดทำรายงานสรุปผลการพิจารณาข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เกี่ยวกับสิทธิและแนวทางการไว้ทรงผมของนักเรียน
เสนอต่อ ครม. เพื่อรับทราบ โดยเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนภายหลังจากที่ ครม. ได้ส่งข้อเสนอแนะของ กสม. มาให้ ศธ.พิจารณา ตั้งแต่ปี 2568 ที่ผ่านมา นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า ข้อเสนอแนะของ
รายละเอียดเพิ่มเติม
กสม. มีสาระสำคัญ 2 ประเด็น โดยประเด็นแรก กสม.เสนอให้ ศธ.กำหนดเรื่องสิทธิและเสรีภาพในการไว้ทรงผมของนักเรียนให้มีความชัดเจน
เพื่อไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิหรือการกำหนดข้อบังคับที่เกินความจำเป็น ศธ.ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ศธ.ไม่ได้มีอำนาจโดยตรงในการออกระเบียบเพื่อบังคับหรือกำหนดรูปแบบทรงผมของนักเรียน
เนื่องจากการกำหนดหลักเกณฑ์ภายในสถานศึกษาอยู่ภายใต้อำนาจและกระบวนการบริหารจัดการของแต่ละสถานศึกษา ซึ่งศธ.มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวอยู่แล้ว
สถานการณ์ล่าสุด
โดยเป็นแนวทางที่จัดทำขึ้นตามข้อแนะนำของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตั้งแต่ปี 2566 ในสมัย น.ส.ตรีนุช เทียนทอง ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการศธ.
ซึ่งกำหนดให้สถานศึกษานำเรื่องทรงผมเข้าสู่กระบวนการหารือร่วมกันของคณะกรรมการสถานศึกษา ครู ผู้ปกครอง รวมถึงเปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น
เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละสถานศึกษา “ส่วนประเด็นที่สอง กสม.เสนอให้ ศธ.พิจารณาแก้ไขเรื่องสิทธิในการไว้ทรงผมของนักเรียนในพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546
มุมมองและผลกระทบ
โดยเสนอให้ระบุเรื่องการไว้ทรงผมไว้ในกฎหมายในลักษณะที่เป็นสิทธิของนักเรียนอย่างชัดเจน ศธ.ได้พิจารณาข้อเสนอดังกล่าวเห็นว่า สาระสำคัญและเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก
มุ่งเน้นไปที่ความปลอดภัยของเด็กเป็นหลัก ขณะที่ประเด็นเกี่ยวกับการแต่งกายหรือการไว้ทรงผมไม่ได้อยู่ในขอบเขตสาระสำคัญของกฎหมายดังกล่าว ดังนั้น
ศธ.จึงเห็นว่าไม่สามารถนำเรื่องสิทธิในการไว้ทรงผมของนักเรียนไปบัญญัติได้โดยตรง เนื่องจากอาจไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์และขอบเขตของกฎหมาย” นายประเสริฐ กล่าว นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
การรายงานต่อ ครม.ครั้งนี้เป็นการดำเนินการตามกระบวนการพิจารณาข้อเสนอแนะของ กสม. โดย ศธ.ได้พิจารณารายละเอียด ก่อนส่งผลการพิจารณากลับไปยัง ครม.เพื่อรับทราบต่อไป ทั้งนี้ แนวทางของ
ศธ.ยังคงเน้นให้สถานศึกษาดำเนินการเรื่องทรงผมด้วยความเหมาะสม เปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่าย โดยเฉพาะนักเรียน ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น
เพื่อให้การบริหารจัดการสถานศึกษาสอดคล้องกับบริบทและคำนึงถึงสิทธิของผู้เรียนควบคู่กับระเบียบของสถานศึกษา
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



