อาลัย‘จู หรงจี’อดีตนายกรัฐมนตรีจีน
อัปเดตเมื่อ: 17 สิงหาคม 2569 เวลา 12:59อ่าน 3 นาที

ฯพณฯ จู หรงจี อดีตนายกรัฐมนตรีจีน ได้ถึงแก่อสัญกรรมวันที่ 12 สิงหาคม ด้วยวัย 98 ปี แถลงการณ์ไว้อาลัยของพรรคคอมมิวนิสต์ยกย่องว่า “เป็นนักการเมืองผู้โดดเด่นและมีความสามารถเป็นเลิศ”
ประเด็นสำคัญ
ขณะที่ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่จีนกำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบเศรษฐกิจแบบล้าสมัยไปสู่ระบบเศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม
ขณะที่สภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกประเทศไม่อำนวยและเต็มไปด้วยความท้าทายและอุปสรรค เป็นผู้นำที่กล้าเผชิญกับปัญหา และพร้อมรับภาระหนัก เดินหน้าผลักดันการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ ระบบการเงิน
รายละเอียดเพิ่มเติม
ตลอดจนระบบการคลังและภาษีอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด อีกทั้งให้การสนับสนุนฮ่องกงในการรับมือกับวิกฤตการเงินเอเชีย และมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้จีนเข้าร่วมองค์การการค้าโลก (WTO) ในปี 2001
ถือเป็นผู้สร้างคุณูปการสำคัญต่อการปฏิรูปเปิดประเทศ เปี่ยมด้วยภาพลักษณ์ของนักปฏิรูปผู้มุ่งมั่น เด็ดขาด และปฏิบัติหน้าที่อย่างจริง จึงฝังแน่นอยู่ในความทรงจำของประชาชนจีน
เพราะเป็นผู้ยึดมั่นในความเที่ยงธรรม ไม่หวั่นเกรงต่ออำนาจ และอุทิศตนเพื่อรับใช้ประชาชนตลอดชีวิต เกิดปี 1928 เข้าร่วมงานกับพรรคปี 1949 งานหลักในช่วงแรกอยู่ในภาคอุตสาหกรรม
สถานการณ์ล่าสุด
ต่อมาในการรณรงค์ต่อต้านฝ่ายขวา ถูกตีตราเป็น “ฝ่ายขวา” ระหว่างการปฏิวัติทางวัฒนธรรมได้ถูกส่งไปใช้แรงงานในชนบท เมื่อสิ้นสุดการปฏิวัติวัฒนธรรม
ได้มีโอกาสแสดงความสามารถและเข้าร่วมการพัฒนาเศรษฐกิจ ปี 1989 รับตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เซี่ยงไฮ้ เสนอให้ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม
มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจที่เน้นการเปิดประตูสู่ต่างประเทศ พร้อมกับผลักดันโครงการพัฒนา “ผู่ตง” อย่างเต็มรูปแบบ การที่เซี่ยงไฮ้สามารถพัฒนาสำเร็จ ปฏิเสธมิได้ว่า วิสัยทัศน์ของ “จู หรงจี”
มุมมองและผลกระทบ
ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่ง ปี 1991 รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ต่อมาปี 1998-2003 ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตลอดเวลา 12 ปี การปฏิรูปเปิดประเทศมีความก้าวหน้าอันเป็นประจักษ์
โดยเฉพาะเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว หากจะกล่าวว่า “เติ้ง เสี่ยวผิง” เป็น “สถาปนิกใหญ่” ผู้วางรากฐานโครงสร้างเศรษฐกิจยุคใหม่ในช่วงเปลี่ยนผ่านศตวรรษ “จู หรงจี” ก็เปรียบเสมือน
“วิศวกรใหญ่” ผู้วางรากฐานโครงสร้างเศรษฐกิจจีนยุคใหม่ จึงไม่แปลกที่สื่อต่างประเทศสมัยนั้นขนานนามว่า “ผู้กุมบังเหียนนโยบายเศรษฐกิจ” (Economic Tsar)
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
ถ้าจะจัดอันดับนายกรัฐมนตรีที่มีอิทธิพลต่อจีนมากที่สุด หาก “โจว เอินไหล” อยู่ในอันดับ 1 “จู หรงจี” ก็มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะติด 3 อันดับแรก ทั้งนี้ถือการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ
เป็นแกนหลักของการปฏิรูประบบเศรษฐกิจ โดยเน้นการแยกบทบาทของรัฐบาลออกจากการบริหารจัดการเป็นระบบ นอกจากปรับโครงสร้างรัฐวิสาหกิจและจัดตั้งระบบสมัยใหม่ ยังเร่งแก้ไขปัญหา “หนี้สามเหลี่ยม”
ซึ่งหมายถึงบริษัทต่างค้างชำระหนี้สินระหว่างกัน จนกลายเป็นห่วงโซ่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการธุรกิจ 1997-1998 เกิดวิกฤตการเงินเอเชีย ยืนยันไม่ลดค่าเงินหยวน ซึ่งมีความ…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



