ไกล่เกลี่ยลงตัว คดีกล่าวหาเยักยอกเงินกฐินวัดเวฬุวัน หลังอดีตเจ้าอาวาสแถลงรับเข้าใจผิด
อัปเดตเมื่อ: 16 สิงหาคม 2569 เวลา 17:24อ่าน 3 นาที

ไกล่เกลี่ยลงตัว คดีกล่าวหาเยักยอกเงินกฐินวัดเวฬุวัน หลังอดีตเจ้าอาวาสแถลงรับเข้าใจผิด วันที่ 16 สิงหาคม จากกรณีที่พระครูภัทรสรคุณ อดีตเจ้าอาวาสวัดเวฬุวัน ตำบล จ.ป.ร. อำเภอกระบุรี
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
จังหวัดระนอง ได้ให้สัมภาษณ์สื่อท้องถิ่นและแจ้งความดำเนินคดี โดยกล่าวหา คณะเจ้าภาพทอดกฐิน ปี 2567 ประกอบไปด้วยนายธนิต บัวเขียว นายพิชัย อ่อนเทศ และนายสุวิทย์ จันทร์แจ้ง
ในข้อหาร่วมกันยักยอกทรัพย์ โดยกล่าวว่าเอาเงินทอดกฐินจำนวน 1,313,331.99 บาท ไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว ต่อมาบุคคลทั้งสามที่ถูกกล่าวหาได้ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้องพระครูภัทรสรคุณ
รายละเอียดเพิ่มเติม
อดีตเจ้าอาวาส วัดเวฬุวัน ต่อศาลจังหวัดระนองในความผิดฐานแจ้งความเท็จและหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องศาลมีคำสั่งรับฟ้องในความผิดฐานแจ้งความเท็จ
ส่วนข้อหาความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาศาลได้ยกฟ้อง ซึ่งโจทก์ทั้งสามได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 โดยเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ที่ผ่านมา
ศาลจังหวัดระนองได้นัดสืบพยานโจทก์และจำเลยในคดีความผิดฐานแจ้งความเท็จ ก่อนการสืบพยานศาลได้ดำเนินกระบวนการไกล่เกลี่ยคู่ความทั้งสองฝ่าย ปรากฏว่าฝ่ายจำเลย (พระครูภัทรสรคุณ)
สถานการณ์ล่าสุด
แถลงต่อศาลว่าโจทก์ทั้งสามได้รวบรวมปัจจัยจากญาติโยมผู้มีจิตศรัทธาเพื่อให้การก่อสร้างอุโบสถของวัดเวฬุวันฯจนกว่าจะแล้วเสร็จตามวัตถุประสงค์ ที่ผ่านมาจำเลย (พระครูภัทรสรคุณ)
ในฐานะเจ้าอาวาสซึ่งเป็นผู้แทนของวัดพยายามปกป้องดูแลรักษาผลประโยชน์ของวัดอย่างเต็มกำลังความสามารถ ในตอนแรกเข้าใจเจตนาของโจทก์ทั้งสามผิดไป
แต่เมื่อได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานที่ปรากฏแล้วพบว่าโจทก์ทั้งสามไม่เคยนำปัจจัยที่ได้รับจากการทอดกฐินสามัคคีประจำปี 2567 ไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตนแม้แต่น้อย
มุมมองและผลกระทบ
แต่โจทก์ทั้งสามได้รวบรวมเก็บรักษาและนำปัจจัยไปใช้จ่ายในการก่อสร้างอุโบสถตามวัตถุประสงค์และตามเจตนาอันบริสุทธิ์ของโจทก์ทั้งสามมาตั้งแต่ต้น
สิ่งใดที่ทำให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหายทั้งโดยเจตนาหรือโดยไม่เจตนา จำเลย (พระครูภัทรสรคุณ) ขออโหสิกรรมจากโจทก์ทั้งสาม โดยยินยอมให้โจทก์ทั้งสามใช้รายงานกระบวนพิจารณาของศาล
ในการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสื่อมวลชนและชาวบ้านในท้องที่เพื่ออธิบายชี้แจงตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้น ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
เมื่อคู่ความทั้งสองฝ่ายสามารถปรับความเข้าใจกันได้และโจทก์ทั้งสาม ไม่ประสงค์ที่จะดำเป็นคดีกับจำเลยอีกต่อไป จึงอนุญาตให้โจทก์ทั้งสามถอนฟ้องจำเลยได้ ต่อมาเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม
นายสุวิทย์ จันทร์แจ้ง (โจทก์ร่วมที่ 3) และในฐานะสมาชิกสภาเทศบาลตำบล จ.ป.ร. อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง กล่าวว่า
ที่ผ่านมาตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการบริหารจัดการเงินของคณะเจ้าภาพทอดกฐินปี 2567 ที่ได้รับอนุญาตจากพระครูพระครูภัทรสรคุณ
ให้เปิดบัญชีธนาคารเพื่อรวบรวมปัจจัยจากผู้มีจิตศรัทธานำมาดำเนินการก่อสร้างพระอุโบสถของวัดเวฬุวันฯ ได้โดยตรงเป็นการเฉพาะจนกว่าการก่อสร้างอุโบสถจะแล้วเสร็จ ซึ่งการที่พระ…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



