อ.วีระ มั่นใจ นั่งกมธ.งบเป็นประโยชน์ ชี้ ‘สัญญาวิปลาส’ ต้นตอดราม่าอุทยานฯ น้อมรับผิด เต็มใจขอโทษ
อัปเดตเมื่อ: 7 สิงหาคม 2569 เวลา 09:06อ่าน 3 นาที

อ.วีระ มั่นใจ ทำหน้าที่กมธ.งบเป็นประโยชน์ ยกธรรมะอธิบายดราม่า ต้นตอจาก ‘สัญญาวิปลาส’ ความทรงจำคลาดเคลื่อน ยันเป็นคนตรงไปตรงมา ถ้าผิดพลาดพร้อมขอโทษ
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
อธิบดีกรมอุทยานฯน้อมรับ ขอบคุณคำแนะนำ จากกรณีวันที่ 5 สิงหาคม นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570
อภิปรายสะท้อนมุมมองและประสบการณ์ส่วนตัว จากการเดินทางไปท่องเที่ยวพักแรมในอุทยานแห่งชาติสิมิลันเมื่อประมาณ 4 ปีก่อน โดยมีการระบุถึงคุณภาพการบริการและที่พักว่า “เลวทรามมาก”
รายละเอียดเพิ่มเติม
พร้อมทั้งยกตัวอย่างข้อจำกัดต่างๆ เช่น การปิดไฟในเวลา 20.00 น. สภาพเครื่องนอน ปริมาณน้ำใช้ สัญญาณอินเตอร์เน็ต ตลอดจนข้อเสนอแนะให้พิจารณานำรูปแบบการบริหารจัดการแบบเอกชนเข้าร่วมลงทุน
(PPP) กระทั่งกรมอุทยานฯออกแถลงการณ์ชี้แจงการปิดการพักแรมอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2561 พร้อมสั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง
กรณีหัวหน้าอุทยานฯสิมิลัน อนุญาตให้นายวีระและคณะเข้าพักแรมบริเวณเกาะสิมิลันเมื่อประมาณ 4 ปีก่อน ต่อมา นายวีระได้กล่าวคำขอโทษ ขออภัยกรมอุทยานฯ ระหว่างการประชุม กมธ.งบ 2570
สถานการณ์ล่าสุด
ยอมรับเข้าใจผิด คลาดเคลื่อนเอง ไปพักสิมิลันจริง แต่เป็นปี 2559 ก่อนมีประกาศปิด กราบขอโทษ และอยากให้อธิบดีไม่ต้องตั้งกรรมการสอบแล้ว
อีกทั้งจุดประสงค์ที่สื่อไปคือการปรับปรุงที่พักอุทยานฯให้มีความสะดวก สบายมากขึ้นนั้น เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ระบุทาง เฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า
ที่เห็นและเป็นไป (Being and Nothingness) ในห้วงเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงที่ผ่านมา สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรมากกว่าที่ผมคิดเอาไว้เยอะมาก
มุมมองและผลกระทบ
แม้จะมีเจตนาและความต้้งใจที่ดีในการจะทำอะไรก็ตามที แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็อาจจะทำให้เกิดผลทั้งทางดีและทางร้ายได้เช่นกัน ในกรณีของผมเมื่อย้อนกลับไปทบทวนแล้ว
ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นมีต้นตอมาจาก “สัญญาวิปลาส” เป็นเรื่องความทรงจำที่คลาดเคลื่อนเป็นสำคัญ ในกรณีนี้เป็นเรื่อง “วันเวลา”
เหตุเป็นเพราะผมไม่ได้ตรวจสอบให้แน่ชัดลงไป เมื่อมาเชื่อมโยงกับเรื่องอื่นก็ทำให้เกิดความผิดพลาดในการสื่อสารและส่งผลกระทบตามมาอย่างที่ทราบกัน อันนี้ถือเป็นบทเรียนที่มีราคาแพงสำหรับผม
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
เรื่องเล็กก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ แต่อดีตเราแก้ไขไม่ได้ ปัจจุบันก็แค่ทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยไม่ต้องไปกังวลกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจนเกินเหตุเกินการณ์ ในเวลาเดียวกัน
ในโลกของข้อมูลข่าวสารซึ่งขับเคลื่อนด้วยโทสะ โลภะ และโมหะ อย่างที่ผมเคยสรุปรวบยอดไปก่อนหน้านี้ เห็นได้ชัดว่าผลที่ตามมามีความเร็วและความรุนแรง ดังนั้น
จึงส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งทางดีและทางร้าย แม้ผมจะใช้หลักปฏิสัมภิทา 4 ในเวลาสื่อสารกับคนอื่นอยู่เป็นประจำก็จริง แต่ในแง่ปุถุชน ถ้าหากประมาทในเนื้อหาสาระอันเป็นข้อเท็จจริงแล้ว
ที่เรียกว่า “อรรถปฏิสัมภิทา” ซึ่งเป็นต้นทางที…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



