โฟกัสโลกรอบสัปดาห์ : ทรัมป์ถกเนทันยาฮู-เซเลนสกี นัยแฝงแห่งความชื่นมื่น?
อัปเดตเมื่อ: 1 สิงหาคม 2569 เวลา 15:30อ่าน 3 นาที

เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ พบหารือกับผู้นำจากสองประเทศ ซึ่งกำลังเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งระดับโลกในวันเดียวกัน ได้แก่
ประเด็นสำคัญ
ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกีของยูเครน ที่ต้องรับมือกับการสู้รบกับรัสเซียที่ยืดเยื้อมานานกว่า 4 ปี และ น ายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูแห่งอิสราเอล
ซึ่งพัวพันกับสงครามความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทั้งในสงครามอิหร่านรวมถึงวิกฤตกาซา ภาพการพบปะกันครั้งแรกระหว่างทรัมป์และเนทันยาฮูนับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุขึ้น
รายละเอียดเพิ่มเติม
เผยให้เห็นสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสของทรัมป์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่อย่างใด เนื่องจากสหรัฐและอิสราเอลต่างเป็นพันธมิตรที่แนบแน่นเกื้อหนุนกันอย่างมากมายาวนาน
โดยสหรัฐเป็นประเทศแรกในโลกที่รับรองความเป็นรัฐของอิสราเอล ทันทีที่ประกาศเอกราชในปี 1948 ส่วนภาพถ่ายกับเซเลนสกี ทรัมป์มีสีหน้าที่สดใสไม่แพ้กัน
แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากการเผชิญหน้ากันครั้งก่อนที่ทำเนียบขาวเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งทรัมป์ได้แสดงท่าทีแข็งกร้าวและปะทะคารมกับผู้นำยูเครนอย่างกราดเกรี้ยว ขณะที่แคโรไลน์ เลวิตต์
สถานการณ์ล่าสุด
โฆษกทำเนียบขาว ระบุว่า ผลการหารือกับผู้นำทั้งสองประเทศเป็นไปในเชิงบวกและสร้างสรรค์ อย่างไรก็ดี ทางการสหรัฐไม่ได้ออกแถลงการณ์ผลการประชุมระดับผู้นำของทั้งสองประเทศแต่อย่างใด
บรรยากาศทางการทูตอันชื่นมื่นดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อทรัมป์ทั้งในแง่การเมืองในประเทศ ด้านหนึ่งคือการสร้างความเชื่อมั่นของสาธารณชนชาวอเมริกันต่อพรรครีพับลิกัน
ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังใกล้เข้ามาว่าทุกอย่างยังคงไปได้สวย และอีกด้านหนึ่งคือ การสร้างมรดกทางการเมือง (Legacy)
มุมมองและผลกระทบ
ในฐานะประธานาธิบดีที่มีภาพลักษณ์ที่ดีซึ่งได้มีบทบาทในการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศ
หลังจากที่ทรัมป์ได้พาสหรัฐเข้าสู่ภาวะสงครามและทำให้เกิดรอยร้าวในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและกลุ่มพันธมิตรตั้งแต่ชาติตะวันตกไปจนถึงรัฐอ่าวอาหรับ
ที่แม้ในภาพใหญ่จะดูเหมือนสัมพันธ์ยังชื่นมื่นก็ตามที ในช่วงที่ผ่านมา คะแนนนิยมของทรัมป์ลดลงอย่างต่อเนื่อง เนท ซิลเวอร์ เผยผลสำรวจเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ชี้ว่า
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
ทรัมป์มีคะแนนเห็นชอบอยู่ที่ 38.2% และคะแนนไม่เห็นชอบอยู่ที่ 58.8% ส่งผลให้มีคะแนนความนิยมสุทธิอยู่ที่ -20.6%
ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในประวัติการณ์ตั้งแต่ที่ทรัมป์ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในสมัยที่ 2 ลดลงจาก -16.4% เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม อีกทั้ง โพลของ AP-NORC สำรวจระหว่างวันที่ 23-27
กรกฎาคม บ่งบอกว่า ประมาณ 2 ใน 3 ของชาวอเมริกัน ซึ่งรวมถึงผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตและผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่ ตลอดจนโหวตเตอร์พรรครีพับลิกันประมาณ 37% รู้สึกว่า
สงครามอิหร่านไม่ใช่สงครามที่คุ้มค่า ตัวเลขคะแนนนิยมที่แสดงความไม่พอใจไปในทิศทางเดียวกันเช่นนี้
เป็นเสียงสะท้อนว่าปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศนั้นยิ่งใหญ่กว่าลัทธิชาตินิยมและการธำรงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีของชาติ ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงส…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



