ข้ามไปยังเนื้อหา

อดีตผู้พิพากษาจับไต๋พีอาร์ กกต.บอกเป็นเพียง ‘ผู้พิจารณาสำนวน’

อัปเดตเมื่อ: 29 กรกฎาคม 2569 เวลา 06:32อ่าน 3 นาที

อดีตผู้พิพากษาจับไต๋พีอาร์ กกต.บอกเป็นเพียง ‘ผู้พิจารณาสำนวน’
แชร์ข่าวนี้

29 ก.ค.2569 - นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุใสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “กกต. เป็นเพียง “ผู้พิจารณาสำนวน” จริงหรือ?

อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper

ประเด็นสำคัญ

เมื่อภาษา PR ของ กกต. อาจสะท้อนบทบาทที่แคบกว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ” ระบุว่า จากคำชี้แจงของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เกี่ยวกับขั้นตอนการพิจารณาคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ระบุว่า จะพิจารณาสำนวนให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนสิงหาคม (มีรายงานข่าวล่าสุดว่า อาจขยายเวลาออกไปอีก 1 เดือน) พร้อมเน้นย้ำสาระสำคัญว่า “กกต. มิใช่พนักงานไต่สวน แต่มีหน้าที่พิจารณาสำนวนจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ตามกฎหมาย” หากฟังเพียงผิวเผิน ถ้อยคำดังกล่าวอาจดูเหมือนเป็นการยืนยันความวางตัวเป็นกลางและยึดมั่นในพยานหลักฐานอย่างเคร่งครัด แต่หากเราพลิกดู รัฐธรรมนูญ 2560 และ พ.ร.ป. ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 อย่างละเอียด จะพบมุมมองและข้อสังเกตที่ชวนคิดว่า กฎหมายออกแบบให้ กกต. ทำหน้าที่เพียงแค่นั่งรอตรวจสำนวนจริงหรือ?

1. “เจ้าของอำนาจ” กับ “กลไกช่วยปฏิบัติงาน” ต้องยอมรับว่าถ้อยคำที่ว่า “กกต. มิใช่พนักงานไต่สวน” ไม่ใช่ข้อความที่ผิดในทางเทคนิค เพราะ พ.ร.ป. กกต. มาตรา 42 ได้เปิดทางให้ กกต. สามารถแต่งตั้งเลขาธิการหรือพนักงานของสำนักงานฯ เป็น “เจ้าพนักงาน” เพื่อทำหน้าที่สืบสวน ไต่สวน หรือดำเนินคดี โดยให้มีอำนาจเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่การที่กรรมการ กกต. ไม่ใช่เจ้าพนักงานไต่สวนผู้ลงมือสอบปากคำเองในภาคสนาม ไม่ได้แปลว่า กกต. ไร้อำนาจหรือปราศจากหน้าที่ในการไต่สวน • อำนาจแท้จริงเป็นของคณะกรรมการ: รัฐธรรมนูญ มาตรา 224 (2) บัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งว่า “เพื่อการนี้ ให้มีอำนาจสืบสวนหรือไต่สวนได้ตามที่จำเป็นหรือที่เห็นสมควร” และแม้แต่ มาตรา 42 ของ พ.ร.ป. กกต. เอง ก็ขึ้นต้นด้วยการให้อำนาจแก่ “กรรมการ” ก่อนที่จะกล่าวถึงการแต่งตั้งเจ้าพนักงานด้วยซ้ำ • การแต่งตั้งคือการแบ่งเบา ไม่ใช่การโอนตัดขาด: การแต่งตั้งพนักงานเป็นเพียงกลไกเพื่อประสิทธิภาพและความรวดเร็ว เจ้าพนักงานเป็นเพียงผู้ปฏิบัติงาน แต่ “เจ้าของอำนาจ” ที่แท้จริงยังคงเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง 2. คำว่า “ภายใต้การกำกับ” และ หน้าที่ “จะต้อง” ดำเนินการ ในทางกฎหมาย รัฐธรรมนูญและ พ.ร.ป. กกต. ได้วางกรอบการทำงานเชิงรุกไว้อย่างรัดกุมผ่าน 2 บทบัญญัติสำคัญ: รธน. มาตรา 224 วรรคสอง: กำหนดว่าแม้จะมอบหมายให้คณะบุคคลดำเนินการสืบสวนไต่สวน ก็ต้องอยู่ “ภายใต้การกำกับของกรรมการการเลือกตั้ง” นั่นหมายความว่า กกต. ไม่อาจตัดขาดตนเองออกจากการค้นหาความจริง แล้วตั้งรับเพียงรออ่านรายงานผลที่ส่งมาถึงโต๊ะประชุมเท่านั้น พ.ร.ป. กกต. มาตรา 22 วรรคสอง: ใช้ถ้อยคำที่หนักแน่นว่า “ให้ถือเป็น หน้าที่และอำนาจ ของคณะกรรมการที่ จะต้อง ดำเนินการสอดส่อง สืบสวน หรือไต่สวน...” คำว่า “จะต้อง” สะท้อนว่านี่คือ “ภาระหน้าที่ตามกฎหมาย” ที่ถูกออกแบบมาให้ กกต. ทำหน้…

อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ไทยโพสต์

ถ้าชอบข่าวนี้ ช่วยแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วย
แหล่งข่าว: ไทยโพสต์ · อดีตผู้พิพากษาจับไต๋พีอาร์ กกต.บอกเป็นเพียง ‘ผู้พิจารณาสำนวน’
เลื่อนลงเพื่ออ่านข่าวถัดไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง