กพช.ไฟเขียว ปกรณ์ นำทีมเจรจา แก้สัญญาซื้อไฟเอกชน ลุยรื้อ “ค่าพร้อมจ่าย”
อัปเดตเมื่อ: 2 สิงหาคม 2569 เวลา 10:19อ่าน 3 นาที

รัฐบาล เดินหน้าแก้ค่าไฟแพง เคลียร์สัญญาซื้อไฟเอกชน หลัง กพช. ไฟเขียวเจรจา จับตาค่าพร้อมจ่าย แผน PDP พลังงานสำรอง – ไฟฟ้าพื้นที่ห่างไกล เมื่อวันที่ 2 ส.ค. นายปกรณ์ นิลประพันธ์
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการทำงานของคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ซึ่งนายปกรณ์เป็นประธาน ว่า
ปัญหาพลังงานแพงเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบประชาชนและภาคธุรกิจโดยตรง โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าที่เป็นต้นทุนพื้นฐานของทุกกิจการ โดยในส่วนของการแก้ไขสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว หรือที่ถูกเรียกว่า
รายละเอียดเพิ่มเติม
สัญญาชั่วนิรันดร์ ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) แล้วเมื่อวันที่ 17 ก.ค.69 มติดังกล่าวทำให้การไฟฟ้าสามารถเริ่มเจรจากับเอกชนได้ทันที
โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกครั้ง ทั้งนี้ เป้าหมายแรกคือการเร่งเจรจากับเอกชนและแก้สัญญาเหล่านี้ให้เสร็จ
เพราะในทางปฏิบัติไม่ควรมีสัญญาใดที่ไม่มีการปรับเงื่อนไขเลยตลอดอายุสัญญา 50 ปี ตามหลักสากลควรมีการทบทวนเป็นรอบ เช่น ทุก 10 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับเงินเฟ้อ ต้นทุน
สถานการณ์ล่าสุด
และสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป นายปกรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันฐานราคารับซื้อไฟฟ้าอยู่ประมาณ 2.16 บาทต่อหน่วย แต่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าบางประเภทลดลงต่อเนื่อง
จึงต้องดูว่าราคารับซื้อยังสะท้อนต้นทุนจริงหรือไม่ และเป็นธรรมต่อประชาชนที่ต้องจ่ายค่าไฟหรือไม่ นอกจากเรื่องสัญญาระยะยาว คณะกรรมการฯ ยังต้องพิจารณาประเด็ น ค่าพร้อมจ่าย หรือ
Availability Payment ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งของต้นทุนค่าไฟ โดยคณะทำงานกำลังพิจารณามาตรการที่เหมาะสม คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆนี้ นายปกรณ์ กล่าวว่า
มุมมองและผลกระทบ
การเจรจาสัญญารับซื้อไฟฟ้ากับเอกชนไม่ใช่การยกเลิกสัญญา และไม่มองว่าจะกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน แต่เป็นการปรับให้สอดคล้องกับหลักสากล
อดีตไทยอาจต้องให้สิทธิประโยชน์สูงเพื่อดึงเทคโนโลยีใหม่ แต่วันนี้ตลาดเปลี่ยนแล้ว ต้นทุนเปลี่ยนแล้ว เงื่อนไขจึงควรถูกทบทวน ทั้งนี้ ปัญหาค่าไฟจะต้องดูทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะสัญญาซื้อไฟ
โดยหัวใจสำคัญคือแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP ต้องตั้งอยู่บนข้อมูลจริงทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่คาดการณ์เกินจำเป็นว่าพลังงานจะไม่พอ ต้องเห็นชัดว่าประเทศมีไฟจากก๊าซ ลม แสงแดด
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
หรือแหล่งอื่นเท่าใด นายปกรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยต้องมองอนาคตพลังงานอย่างจริงจัง ทั้งการใช้ไฟที่เพิ่มจาก Data Center การลดต้นทุนสายส่งของการไฟฟ้า แนวโน้ม SMR หรือนิวเคลียร์ขนาดเล็ก
และ ASEAN Smart Grid ซึ่งจะทำให้ประเทศในภูมิภาคซื้อขายพลังงานส่วนเกินกันได้ อย่างไรก็ตาม หากประเทศเพื่อนบ้านมีแรงงานราคาถูกและมีแหล่งพลังงานใหม่
ขณะที่ไทยยังพึ่งซื้อพลังงานจากภายนอกและแบกค่าไฟสูง จะกระทบขีดความสามารถแข่งขันในระยะยาว รัฐบาลจึงต้องเร่งทำให้ไทยมีพลังงานเพียงพอ ราคาสมเหตุสมผล
และประชาชนพื้นที่ห่างไกลต้องเข้าถึงไฟฟ้าได้ โดยไม่ติดข้อจำกัดทางระเบียบกฎหมายโดยไม่จำเป็น
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



