ข้ามไปยังเนื้อหา

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : สังคมอุดมโกรธา

อัปเดตเมื่อ: 28 กรกฎาคม 2569 เวลา 12:06อ่าน 3 นาที

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : สังคมอุดมโกรธา
แชร์ข่าวนี้

จริงๆ เรื่องที่ตั้งใจจะเขียนลงคอลัมน์ในสัปดาห์นี้คือเรื่องของ “การตลาด” แห่งความขัดเคือง (ที่ศัพท์ทางการตลาดภาษาอังกฤษว่า Rage bait)

อ่านข่าวในหมวด ธุรกิจ เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper

ประเด็นสำคัญ

ซึ่งหลายท่านก็คงเดาได้ว่ามาจากเรื่องไอศกรีมสไตล์อิตาลี อัลตราสมูธนั่นน่ะแหละ แต่ปรากฏว่าในช่วงปิดสัปดาห์ ก็มีเรื่องอิตาลีเข้ามาอีกเรื่อง ที่ไม่ใช่ไอศกรีมและไม่ค่อยสมูธเท่าไรนัก

เหลือแต่ Rage ส่วน Bait นั้นดูท่าจะกลายเป็นอีกคำหนึ่งที่อาจจะแปลออกมาเหมือนกันในภาษาไทยว่าเหยื่อ แต่ดูท่าจะเป็นเหยื่อที่แปลตรงกับภาษาอังกฤษว่า Victim เสียอย่างนั้น อย่างไรก็ตาม

รายละเอียดเพิ่มเติม

ทั้งสองเรื่องนี้ก็ยังคงร้อยเรียงกันได้ด้วย “ความโกรธ” แล้วถ้าจะไปรวมเข้ากับคอลัมน์ของเมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่เขียนเรื่องดราม่านักสอนธรรมะกับโศกนาฏกรรมไฟไหม้โรงเบียร์เข้าอีก

ก็อาจจะเรียกได้ว่าเรื่องราวอันเป็นกระแสในสังคมไทยว่ายวนอยู่บนวงจรแห่ง “ความโกรธ” กันแบบไม่ได้พัก กรณีของไอศกรีมอัลตราสมูธนั้น

มีหลายคนวิเคราะห์กันไปแล้วว่ามีความเป็นไปได้ที่จะใช้การทำการตลาดแห่งความขัดเคือง (Rage Bait) ด้วยการยั่วให้สังคมโมโหขุ่นข้องเพื่อสร้างกระแสความรับรู้ ให้แชร์กันไปด่า

สถานการณ์ล่าสุด

แต่เมื่อลองคิดถอดรหัสดูอีกชั้น ก็ได้พบวิธีการใช้ “จิตวิทยาด้านมืด” ในการขายแบบหนึ่งแฝงอยู่ ซึ่งมันอาจจะเป็นกลไกที่ทำงานคล้ายกับการกระตุ้นความโกรธ แต่เป็นการคุกคามเชิงตัวตน หรือ Ego

Threat อันนี้คนวัย 30 ขึ้นไป 50 ลงมา น่าจะเคยได้ยินตำนานเรื่อง “อาแปะกับโชว์รูมรถหรู” ที่มีอาแปะคนหนึ่ง สวมเสื้อกล้าม หรือไม่ก็เสื้อยืดย้วยๆ

กับรองเท้าแตะเข้าไปในโชว์รูมรถยนต์ยุโรปยี่ห้อหนึ่ง แล้วก็ด้อมๆ มองๆ ขอชมขอเข้าไปลองนั่งในรถยนต์คันหรู ปรากฏว่าพนักงานขายไม่สนใจและบ่ายเบี่ยง

มุมมองและผลกระทบ

เพราะสารรูปอย่างอาแปะไม่น่ามีปัญญาซื้อรถเริ่มต้นคันละ 2 ล้านครึ่งได้ พออาแปะถามหรือขอดูก็บ่ายเบี่ยง บอกว่าถ้าจะซื้อคันไหนจะให้ลอง อาแปะเลยกลับบ้านไปสักพัก

กลับมาพร้อมปี๊บใบหนึ่งให้คนขายงง แล้วแกก็เทเงินสดเป็นมัดออกจากปี๊บ ขอซื้อรถยุโรปรุ่นกลางของโชว์รูมนั้นด้วยเงินสด ไม่ดาวน์ไม่ผ่อนทั้งสิ้น

นิทานเรื่องนี้สอนคนอ่านหรือคนฟังเอาสะใจรู้ว่า ถ้ารักจะทำงานขายหรืองานบริการ อย่าตัดสินคนจากรูปลักษณ์ภายนอก เพราะอาจจะเจออาแปะผ้าขี้ริ้วห่อทองสวมเสื้อกล้ามเก่าๆ รองเท้าแตะ

ข้อมูลจากแหล่งข่าว

แต่ซื้อรถคันละเฉียด 5 ล้านได้ด้วยเงินสด แต่เรื่องที่หลายคนลืมนึกไปก็คือ สุดท้ายพนักงานขายผู้จองหองรายนั้นก็ขายรถหรูได้ด้วยเงินสดแบบง่ายๆ

โดยไม่ต้องเสียน้ำลายโน้มน้าวหรือบริการให้ลองนั่นลองนี่มากมาย

อาจจะแค่ขอโทษขอโพยหรือถูกผู้จัดการยืนด่าโชว์ลูกค้าแบบซ่อนยิ้มในหน้ากันทั้งคู่ส่วนอาแปะเองก็ได้ตัดสินใจถี่ถ้วนหรือเปล่าก็ไม่รู้ตัดสินใจซื้อรถราคาหลายล้านไปด้วยอารมณ์ชั่ววูบ

เลยไม่รู้ว่าเรื่องนี้ใครแพ้ ดังนั้น นิทานเรื่องนี้สอนด้านมืดทางการตลาดอย่างลับๆ ที่วงการสินค้าแบรนด์เนม หรือสินค้าเฉพาะกลุ่มบางครั้งก็ประเมินและใช้กลวิธีนี้กัน คือ

การเสนอขายเชิงลบเพื่อหวังผลย้อนทาง (Negative Reverse Selling) คือในกรณีที่ประเมินอย่างถ้ว…

อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน

ถ้าชอบข่าวนี้ ช่วยแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วย
แหล่งข่าว: มติชน · คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : สังคมอุดมโกรธา
เลื่อนลงเพื่ออ่านข่าวถัดไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง