วัดป่ากลางเมืองขอนแก่นระอุ! มือมืดปิดป้ายขับไล่พระ เทปูนปิดทางเข้าออก เผยวัดชนะคดีทายาทผู้บริจาคฟ้องขอคืนที่ดิน
อัปเดตเมื่อ: 11 สิงหาคม 2569 เวลา 20:36อ่าน 3 นาที

เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง-ตำรวจ-ที่ดิน-สำนักงานพระพุทธศาสนา สนธิกำลังร่วมรื้อป้ายขับไล่พระสงฆ์พ้นวัด หลังถูกกลุ่มชายฉกรรจ์และผู้หญิงประมาณ 10 คน
อ่านข่าวในหมวด สังคม เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
รวมตัวนำท่อและรถผสมปูนเทปิดทางเข้า-ออกวัดป่าอดุลยาราม พร้อมจัดกำลังตำรวจประจำวัดเพื่อดูแลความปลอดภัย ส่วนข้อพิพาทกรรมสิทธิ์ต้องดำเนินไปตามกระบวนการศาล 11 สิงหาคม 2569 - เมื่อเวลา
16.30 น. ที่วัดป่าอดุลยาราม เทศบาลนครขอนแก่น นายพิชัย วันตา นายอำเภอเมืองขอนแก่น พร้อมด้วย พ.ต.อ.ยศวัจน์ แก้วสืบธัญนิจ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น, พระครูอดุลสารนิเทศ
รายละเอียดเพิ่มเติม
เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม ,เจ้าหน้าที่จากสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น และผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่น ร่วมกันแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน
หลังเกิดเหตุชายฉกรรจ์และหญิงรวมประมาณ 10 คน นำท่อและรถผสมปูนเข้ามาตั้งและเทปูนปิดทางเข้า–ออกวัดป่าอดุลยารามทุกจุด พร้อมทั้งติดป้ายขับไล่ให้คณะสงฆ์เก็บของออกจากวัดให้แล้วเสร็จภายใน
15 วัน นายพิชัย วันตา นายอำเภอเมืองขอนแก่น กล่าวว่า ต้นเหตุมาจากข้อพิพาทระหว่างวัดกับฝ่ายทายาทของผู้บริจาคที่ดิน โดยฝ่ายทายาท ผู้จัดการมรดก หรือบุตรของผู้บริจาค
สถานการณ์ล่าสุด
ต้องการเรียกคืนที่ดินบางส่วนซึ่งอยู่ในบริเวณที่ตั้งวัด ซึ่งที่ผ่านมา ภรรยาของผู้บริจาคในฐานะคู่สมรสเคยยื่นฟ้องเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าว โดยคดีผ่านการพิจารณาทั้ง 3 ศาล
และปรากฏว่าทางวัดเป็นฝ่ายชนะคดี ต่อมาภรรยาของผู้บริจาคเสียชีวิต บุตรจึงยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดกและยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อขอที่ดินบางส่วนคืน
ก่อนจะเกิดเหตุการณ์นำท่อและเทปูนปิดทางเข้า–ออกวัดขึ้น ทางวัดเชื่อว่ากลุ่มบุคคลที่เข้ามาปิดประตูวัดน่าจะเกี่ยวข้องกับฝ่ายทายาทของผู้บริจาค
มุมมองและผลกระทบ
เนื่องจากมีการติดป้ายแจ้งสิทธิเกี่ยวกับที่ดินไว้หลายจุด ขณะเดียวกัน เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้พระสงฆ์ภายในวัดเกิดความวิตกกังวลด้านความปลอดภัย จึงประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น
เข้ามาตรวจสอบ ดูแลความสงบเรียบร้อย ลดความวิตกกังวล และรักษาความปลอดภัยให้แก่พระสงฆ์ พ.ต.อ.ยศวัจน์ กล่าวว่า ตำรวจและฝ่ายปกครองได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบและตรวจตราสถานการณ์
ประกอบกับเจ้าอาวาสได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ว่าได้รับความเดือดร้อน ซึ่งถือเป็นคำร้องทุกข์ตามกฎหมาย พนักงานสอบสวนจึงรับเรื่องไว้และลงตรวจสถานที่เกิดเหตุแล้ว
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังได้ลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตนเองอีกครั้ง เนื่องจากเหตุการณ์อาจกระทบต่อภาพลักษณ์ของพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ
ส่วนข้อโต้แย้งเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น คู่กรณีได้ยื่นฟ้องกันแล้ว จึงต้องดำเนินไปตามกระบวนการยุติธรรมและการพิจารณาของศาล
"สำหรับกรณีกลุ่มบุคคลเข้ามาวางท่อและเทปูนปิดทางเข้า–ออกวัด จากการรับฟังข้อเท็จจริงเบื้องต้น ตำรวจเห็นว่าเป็นการรบกวนสิทธิของวัดและเข้าข่ายความผิดฐานบุกรุกในเวลากลางวัน
ส่วนจะเข้าข่ายข้อกฎหมายหรือความผิดฐานใดเพิ่มเติม ต้องพิจารณารายละเอียดและพยานหลักฐานอีกครั้งในขั้นตอนการสืบสวนสอบสวน ขณะ…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ไทยโพสต์



