แกะรอยน้ำท่วม "น่าน" ทำไมมวลน้ำมาเร็ว-ท่วมหนักซ้ำซาก ?
อัปเดตเมื่อ: 21 สิงหาคม 2569 เวลา 13:45อ่าน 3 นาที

สถานการณ์น้ำท่วมและดินสไลด์ในพื้นที่ จ.น่าน ยังคงน่าเป็นห่วง ส่งผลกระทบครอบคลุม 7 อำเภอ 34 ตำบล 223 หมู่บ้าน และสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนแล้วมากกว่า 20,000 ครอบครัว
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
โดยในช่วงวันที่ 19-21 ส.ค.นี้ พื้นที่ตอนล่างของจังหวัด ยังต้องตั้งรับและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมวลน้ำป่าจาก อ.ปัว และ ลำน้ำสาขาใน อ.ท่าวังผา เริ่มเอ่อล้นตลิ่ง
ไหลเชี่ยวกรากลงสู่แม่น้ำสายหลัก ขณะที่เขตเทศบาลเมืองน่านต้องติดตามระดับน้ำ ณ สถานีวัดน้ำรายชั่วโมง ท่ามกลางความกังวลของประชาชนที่หวนนึกถึงมหาอุทกภัยปี 2567
รายละเอียดเพิ่มเติม
ซึ่งสร้างความเสียหายทุบสถิติเดิมอย่างสิ้นเชิง ย้อนสถิติ N.1 เมื่อกำแพงคอนกรีตเอาไม่อยู่ จุดวัดน้ำสถานี N.1 บริเวณสะพานพัฒนาภาคเหนือ เขตเทศบาลเมืองน่าน
เป็นดัชนีชี้วัดความเสี่ยงสำคัญ โดยเกณฑ์ปกติของตลิ่งดินธรรมชาติจะอยู่ที่ระดับ 7 เมตร ในอดีตเมื่อปี 2549 น้ำเคยล้นตลิ่งธรรมชาติขึ้นมา 1.42 เมตร ปี 2554 ล้นขึ้นมา 1.32 เมตร และปี 2561
ล้นขึ้นมา 1.05 เมตร อย่างไรก็ตาม ในปี 2567 สถิติความสูงได้ถูกทำลายลงเมื่อระดับน้ำพุ่งสูงล้นตลิ่งธรรมชาติเดิมถึง 1.72 เมตร ซึ่งสูงกว่าปี 2549 ถึง 30 เซนติเมตร
สถานการณ์ล่าสุด
แม้เทศบาลเมืองน่านจะมีการสร้างกำแพงคอนกรีตกั้นน้ำริมแม่น้ำเพื่อเสริมความสูงให้รับน้ำได้ถึง 8.40-8.50 เมตร แต่ปริมาณน้ำในปี 2567 ที่พุ่งสูงถึง 8.72 เมตร
ได้ส่งผลให้น้ำไหลเอ่อล้นข้ามสันกำแพงปูนเข้ามาสูงถึง 22 - 32 เซนติเมตร ประกอบกับแรงดันน้ำมหาศาลที่ดันย้อนขึ้นมาตามท่อระบายน้ำ
ส่งผลให้ย่านเศรษฐกิจใจกลางเมืองน่านจมอยู่ใต้น้ำอย่างรวดเร็ว จากการวิเคราะห์สาเหตุหลักที่ทำให้มวลน้ำเดินทางมาอย่างรวดเร็วและมีปริมาณมหาศาล ปัจจัยแรกมาจากลักษณะภูมิประเทศ โดย จ.น่าน
มุมมองและผลกระทบ
มีพื้นที่เป็นภูเขาสูงชันถึงร้อยละ 87 มีลักษณะเป็นหุบเขารูปตัว V ขณะที่ชุมชนและพื้นที่เศรษฐกิจตั้งอยู่ในที่ราบแคบ ๆ ก้นหุบเขา ทำให้น้ำป่าไหลลงสู่แม่น้ำสายหลักโดยใช้เวลาเพียง 4-8
ชั่วโมง เท่านั้น ปัจจัยที่ 2 คือสภาพอากาศและการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน เมฆฝนจากมรสุมมักลอยมาปะทะเทือกเขาหลวงพระบาง เกิดฝนตกหนักแช่ตัวสะสมเกิน 200–300 มม. ใน 24 ชั่วโมง
ซ้ำร้ายพื้นที่ป่าต้นน้ำถูกปรับเปลี่ยนเป็นแปลงเกษตรพืชเชิงเดี่ยว ทำให้ขาดต้นไม้ใหญ่และหน้าดินซับน้ำ เมื่อดินอมน้ำจนอุ้มไม่ไหว
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
ฝนที่ตกเพิ่มจึงกลายเป็นน้ำป่าซัดพาเอาโคลนตะกอนลงสู่ลำน้ำทันที เส้นทางน้ำไหลกระทบเศรษฐกิจหลักพันล้านบาท หากพิจารณาเส้นทางการเดินทางของน้ำ จะเริ่มจากจุดที่ 1 อ.ปัว
ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำป่าต้นทาง มีลำน้ำยาวและน้ำปัวเอ่อล้นตลิ่งเกิดดินสไลด์ปิดทับเส้นทาง ถัดมาจุดที่ 2 อ.ท่าวังผา ซึ่งเป็นจุดรวมน้ำขนาดใหญ่จากแม่น้ำย่าง แม่น้ำยาว และน้ำปัว
ไหลมาบรรจบกับแม่น้ำน่าน โดยระดับน้ำ ณ สถานี N.64 บ้านผาขวาง เคยพุ่งสูงถึง 12.75 เมตร ท่วมบ้านเรือนทิดหลังคา และจุดที่ 3 อ.เมืองน่าน ซึ่งรับมวลน้ำมหาศาลต่อจากท่าวังผา นอกจากนี้
ลุ่มน้ำน่านตอนบนยังไม่มีเขื่อนกักเก็บน้ำขนาดใหญ่เลยแม้แต่แห่งเดียว เนื่องจากเข…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ไทยพีบีเอส



