สวนดุสิตโพลเผย คนไทยกังวลมากเรื่องปัญหาการฟอกเงิน เชื่อเกิดจากการบังคับใช้กฎหมาย-ลงโทษไม่จริงจัง
อัปเดตเมื่อ: 16 สิงหาคม 2569 เวลา 09:31อ่าน 3 นาที

สวนดุสิตโพลเผย คนไทยกังวลมากเรื่องปัญหาการฟอกเงิน เชื่อเกิดจากปัญหาการบังคับใช้กฎหมายและการลงโทษไม่จริงจัง เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
ประเด็นสำคัญ
สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับภัยการเงินและการฟอกเงิน” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,151 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 11-14 สิงหาคม
2569ผลการสำรวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 51.69 ไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับภัยทางการเงิน ขณะที่ร้อยละ 48.31 เคยมีประสบการณ์ โดยลักษณะที่พบมากที่สุด คือ
รายละเอียดเพิ่มเติม
โฆษณาเงินกันกู้นอกระบบหรือการชักชวนลงทุนที่น่าสงสัย ร้อยละ 57.73 และเมื่อพบเบาะแสที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน
กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เห็นว่าควรแจ้งสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) ร้อยละ 42.57 ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 59.77 เห็นว่าปัญหาการฟอกเงิน ณ
วันนี้น่ากังวลมากสาเหตุสำคัญ คือ การบังคับใช้กฎหมายและการลงโทษยังไม่จริงจัง ร้อยละ 76.11 และเห็นว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจัดการกับตัวการใหญ่ ลงโทษอย่างหนัก
สถานการณ์ล่าสุด
กวาดล้างให้สิ้นซากเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหานี้ ร้อยละ 78.80 ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลสะท้อนว่าภัยทางการเงินเป็นเรื่องใกล้ตัว เกือบครึ่งเคยมีประสบการณ์
โดยมองว่าปัญหาการฟอกเงินน่ากังวลและยังไม่เชื่อมั่นต่อการบังคับใช้กฎหมาย ภาครัฐจึงควรเร่งจัดการตัวการใหญ่และผู้เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง
ควบคู่กับการตรวจสอบบัญชีผิดปกติและให้ความรู้ประชาชน เพื่อป้องกันในให้ตกเป็นเหยื่อหรือถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการโดยไม่รู้ตัว ดร.งามประวัณ เอ้สมนึก คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง
มุมมองและผลกระทบ
มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ปัญหาการฟอกเงินไม่ใช่เพียงอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ แต่เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพของ “หลักนิติธรรม” และความเข้มแข็งของสถาบันรัฐ เมื่อ 76.11%
มองว่าปัญหาเกิดจากการบังคับใช้กฎหมายและการลงโทษที่ไม่จริงจัง จึงสะท้อนช่องว่างสำคัญระหว่าง “กฎหมายที่มีอยู่” กับ “กฎหมายที่บังคับใช้ได้จริง” ยิ่งเมื่อ
64.5576 เห็นว่าเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนอาจเกี่ยวข้องหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปัญหาจึงเชื่อมโยงถึงการทุจริตเชิงระบบและความบกพร่องของกลไกกำกับดูแล รวมทั้งเสียงประชาชน
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
78.80%ที่เรียกร้องให้จัดการ “ตัวการใหญ่” จึงชี้ว่า การบังคับใช้กฎหมายต้องไปให้ถึง ผู้บงการ เครือข่าย และโครงสร้างทางการเงิน ที่อยู่เบื้องหลัง
มิใช่หยุดเพียงผู้กระทำรายย่อย ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงต้องขยับจากการปราบปรามรายคดีไปสู่การจัดการเชิงโครงสร้างควบคู่กับการสร้างความโปร่งใสและความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ท้ายที่สุด
หลักนิติธรรรมมิใช่เพียงการมีกฎหมายแต่คือความสามารถของรัฐในการทำให้กฎหมายอยู่เหนืออำนาจเงิน อิทธิพล และอำนาจ เมื่อกฎหมายบังคับให้ได้จริงและเสมอภาค
การปราบปรามการฟอกเงินจึงจะเปลี่ยนจาก “การแก้ปัญหาปลายทาง” สู่ ̶…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



