ข้ามไปยังเนื้อหา

เราไม่ได้จ่ายแพงเพราะเงินเฟ้ออย่างเดียว แต่กำลังจ่ายต้นทุนของความไม่ยั่งยืน

อัปเดตเมื่อ: 30 กรกฎาคม 2569 เวลา 13:18อ่าน 3 นาที

เราไม่ได้จ่ายแพงเพราะเงินเฟ้ออย่างเดียว แต่กำลังจ่ายต้นทุนของความไม่ยั่งยืน
แชร์ข่าวนี้

ทุกครั้งที่คนไทยบ่นว่าของแพง ค่าไฟสูง หรือค่าครองชีพหนักขึ้น เรามักโทษเงินเฟ้อ แต่บางทีสิ่งที่เรากำลังจ่าย อาจไม่ใช่ต้นทุนทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว

อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper

ประเด็นสำคัญ

หากเป็นดอกเบี้ยสะสมของปัญหาที่สังคมเลื่อนการแก้ไขมานานเกินไป เมื่ออากาศร้อนขึ้น เราจ่ายผ่านค่าไฟ เมื่อภัยธรรมชาติรุนแรงขึ้น เราจ่ายผ่านราคาอาหาร เมื่อมิจฉาชีพระบาด

เราจ่ายผ่านความเสียหายทางการเงิน เมื่อสังคมแก่ตัวลง เราจ่ายผ่านภาระทางเศรษฐกิจและสวัสดิการที่เพิ่มขึ้น ใบเสร็จเหล่านี้มีชื่อเรียกแตกต่างกัน แต่ล้วนมีต้นทางเดียวกัน นั่นคือ

รายละเอียดเพิ่มเติม

“ความไม่ยั่งยืน” หลายปีที่ผ่านมา คำว่า ESG (Environmental, Social and Governance) ถูกทำให้เป็นศัพท์ของห้องประชุม นักลงทุน และบริษัทจดทะเบียน

จนคนจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว ทั้งที่ความจริง ESG คือเรื่องใกล้ตัวที่สุด เพราะทุกครั้งที่สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม สังคมเปราะบาง หรือระบบการกำกับดูแลอ่อนแอ

คนที่จ่ายราคาแพงที่สุดไม่ใช่บริษัท แต่คือประชาชน ⦁ESG ไม่ใช่ต้นทุนของธุรกิจ แต่คือ ‘ต้นทุนชีวิต’ ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุว่า

สถานการณ์ล่าสุด

หนี้ครัวเรือนไทยยังอยู่ในระดับสูงถึงประมาณ 86.7% ของ GDP ในไตรมาสแรกปี 2569 สะท้อนว่าแม้เศรษฐกิจไทยทยอยฟื้นตัว แต่ครัวเรือนจำนวนมากยังเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพ

ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยยังให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งแม้จะเริ่มปรับลดลง แต่ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค

ความเปราะบางทางการเงินเหล่านี้ทำให้คนไทยรับมือกับความเสี่ยงใหม่ๆ ได้ยากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ ค่าพลังงาน หรือเหตุไม่คาดฝันในชีวิต “ภูมิคุ้มกันของสังคม”

มุมมองและผลกระทบ

กำลังถูกทดสอบหนักขึ้นทุกปี และเมื่อภูมิคุ้มกันลดลง ต้นทุนในการดำรงชีวิตก็เพิ่มขึ้น มิติสิ่งแวดล้อมเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด นี่คือเหตุผลว่าทำไม ESG จึงไม่ใช่เรื่องของอนาคต

แต่เป็นเรื่องของ “ค่าใช้จ่ายวันนี้” ⦁สิ่งแวดล้อมที่แย่ลง กำลังทำให้ค่าครองชีพแพงขึ้น ในอดีตเรามักมองการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องของน้ำแข็งขั้วโลกละลาย

แต่วันนี้ผลกระทบเกิดขึ้นบนโต๊ะอาหารของคนไทยแล้ว เมื่ออากาศร้อนจัด ผลผลิตทางการเกษตรลดลง ราคาผัก ผลไม้และอาหารสด ผันผวน เมื่อเกิดภัยแล้งหรืออุทกภัย ต้นทุนการผลิตและการขนส่งก็สูงขึ้น

ข้อมูลจากแหล่งข่าว

สุดท้ายผู้บริโภคคือผู้รับภาระ เช่นเดียวกับค่าไฟฟ้า เมื่อความต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น ครัวเรือนก็ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายมากขึ้นตามไปด้วย หลายคนจึงเข้าใจผิดว่า

ESG คือการ “ยอมเสียเงินเพื่อช่วยโลก” ทั้งที่ในความเป็นจริง ESG คือการลงทุนเพื่อไม่ให้ค่าใช้จ่ายของชีวิตแพงไปกว่านี้ในอนาคต การปิดไฟเมื่อไม่ใช้งาน เลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน

ใช้ของให้นานขึ้น หรือซื้อเท่าที่จำเป็น อาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่เมื่อทำพร้อมกันทั้งประเทศ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล สังคมที่เข้มแข็งไม่ได้เกิดจากการบริจาค

แต่เกิดจากความรับผิดชอบร่วมกัน ESG ในมิติของ…

อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน

ถ้าชอบข่าวนี้ ช่วยแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วย
แหล่งข่าว: มติชน · เราไม่ได้จ่ายแพงเพราะเงินเฟ้ออย่างเดียว แต่กำลังจ่ายต้นทุนของความไม่ยั่งยืน
เลื่อนลงเพื่ออ่านข่าวถัดไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง