“เอกนิติ” จ่อลดเงินนำส่งแบงก์รัฐเข้ากองทุน สั่งอัดฉีดเอสเอ็มอี สกัดหนี้พุ่ง
อัปเดตเมื่อ: 10 สิงหาคม 2569 เวลา 08:01อ่าน 3 นาที

“เอกนิติ” สั่งลุยมาตรการอุ้มเอสเอ็มอีชุดใหญ่ ให้แบงก์รัฐนำเงินส่งกองทุนที่ลดลงไปต่อยอดโครงการ “SME Credit Boost” และ “ปิดหนี้ไวไปต่อได้”
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าของมาตรการทางการเงินเพื่อช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี (SME) ว่า
กระทรวงการคลังมีความห่วงใยต่อสถานการณ์หนี้ของกลุ่มเอสเอ็มอี ที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น จึงได้หารือร่วมกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด
รายละเอียดเพิ่มเติม
พร้อมทั้งมอบหมายโจทย์ให้ ธปท. เข้ามาช่วยดูแลปัญหาของเอสเอ็มอีเป็นกรณีพิเศษ สำหรับมาตรการที่ได้ดำเนินการร่วมกับกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไปแล้วนั้น
ถือว่ามีความคืบหน้าและเริ่มต้นได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะโครงการ “SME Credit Boost” ซึ่งขณะนี้เริ่มมีเม็ดเงินสินเชื่อกระจายออกสู่ระบบ
ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น ควบคู่กับโครงการ “ปิดหนี้ไวไปต่อได้” ที่ผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้
สถานการณ์ล่าสุด
เพื่อเป็นการเติมเต็มและขยายผลการช่วยเหลือให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น กระทรวงการคลังได้เตรียมนโยบายให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) เข้ามาดำเนินการช่วยเหลือเอสเอ็มอี
ในลักษณะคู่ขนานไปกับธนาคารพาณิชย์ โดยมีมาตรการสำคัญคือ การปรับลดเงินนำส่งเข้ากองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (เทียบเคียงได้กับการลดเงินนำส่ง FIDF ของธนาคารพาณิชย์)
“การลดเงินนำส่งของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐในครั้งนี้ จะทำให้แบงก์รัฐมีสภาพคล่องส่วนเหลือกลับมา
มุมมองและผลกระทบ
จึงมีแนวคิดที่จะนำเม็ดเงินส่วนนี้ไปตั้งเป็นโครงการเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีอย่างเจาะจง ไม่ว่าจะเป็นโครงการปิดหนี้ไวไปต่อได้ หรือ SME Credit Boost ในเวอร์ชันของแบงก์รัฐ
โดยยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อสถานะความมั่นคงของสถาบันการเงินแต่อย่างใด” นายเอกนิติ ยังได้กล่าวถึงกลไกการค้ำประกันสินเชื่อด้วยว่า จะมีการดึง
บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาเป็นกลไกสนับสนุนโครงการ SME Credit Boost เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
สำหรับประเด็นเรื่องความเพียงพอของงบประมาณ ยืนยันว่าวงเงินสำหรับรองรับมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีในขณะนี้ยังมีเพียงพอ แต่จะต้องพิจารณาถึงจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการนำเม็ดเงินออกมาใช้
เบื้องต้นจะมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปประเมินรายละเอียดตัวเลขวงเงินที่จะได้กลับมาจากการลดเงินนำส่งของแบงก์รัฐ
เพื่อนำมาออกแบบโครงการให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต่อไป
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ข่าวสด



