ซาอุฯ จับมือสหรัฐฯ เปิดฉากถล่มกองกำลังหนุนอิหร่านในอิรัก ตอบโต้โดรนโจมตีโรงงานน้ำมัน
อัปเดตเมื่อ: 29 กรกฎาคม 2569 เวลา 19:30อ่าน 3 นาที

สถานการณ์ในตะวันออกกลางส่อเค้าลุกลามและตึงเครียดขึ้นอีกระดับ หลังจาก ซาอุดีอาระเบีย ตัดสินใจจับมือสหรัฐฯ ร่วมปฏิบัติการทางอากาศโจมตีกลุ่มกองกำลังติดอาวุธ PMF (Popular Mobilisation
อ่านข่าวในหมวด ธุรกิจ เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
Forces) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านในหลายพื้นที่ของประเทศอิรัก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 20 ราย และทำให้เกิดความไม่แน่นอนมากขึ้นในภูมิภาค ประเด็นสำคัญ ซาอุฯ
ชี้ทำเพื่อ ‘ป้องกันตนเอง’ หลังถูกโดรนถล่มโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ความไม่แน่นอนระดับวิกฤตใน ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ ดันราคาน้ำมันพุ่ง ภาพรวมสถานการณ์:
รายละเอียดเพิ่มเติม
ความหวังเจรจาส่อแววล้มเหลว ซาอุฯ ชี้ทำเพื่อ ‘ป้องกันตนเอง’ หลังถูกโดรนถล่มโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน การผนึกกำลังครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ซาอุดีอาระเบียระบุว่า
กองกำลังฝักใฝ่อิหร่านในอิรักได้ส่งโดรนโจมตีโรงน้ำมันของตนในภูมิภาคตะวันออกและกรุงริยาดอย่างต่อเนื่อง ทางการซาอุฯ จึงต้องใช้วิธีทางทหารเพื่อตอบโต้และป้องกันตนเอง
แม้จะยืนยันว่าไม่ได้ต้องการให้ความขัดแย้งลุกลามก็ตาม ขณะที่กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (Centcom) ระบุว่า การโจมตีทางอากาศร่วมกันครั้งนี้เป็นการลงโทษ
สถานการณ์ล่าสุด
โดยมุ่งเป้าทำลายทั้งระบบขนส่งและคลังอาวุธของฝ่ายตรงข้าม หลังจากอิหร่านและกองกำลังสนับสนุนอิหร่านดังกล่าวส่งโดรนโจมตีกว่า 30 ครั้งตลอด 72 ชั่วโมงที่ผ่านมา
รวมถึงพยายามยิงมิสไซล์ถล่มฐานทัพสหรัฐฯ แต่ถูกโต้กลับและสกัดไว้ได้ทั้งหมด ด้านกลุ่ม PMF ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มติดอาวุธนิกายชีอะฮ์ เปิดเผยว่า มีสมาชิกนักรบเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 20
ราย จากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบียที่ถล่มใส่ฐานทัพของพวกตน ความไม่แน่นอนระดับวิกฤตใน ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ ดันราคาน้ำมันพุ่ง
มุมมองและผลกระทบ
สถานการณ์ในตะวันออกกลางยิ่งน่ากังวลขึ้นไปอีกเมื่อกองทัพอิหร่าน (IRGC) ออกมายอมรับว่า ได้เปิดฉากโจมตีเรือขนส่งน้ำมัน 3 ลำในช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz)
โดยอ้างว่าเรือเหล่านั้นฝ่าฝืนคำเตือนและใช้เส้นทางที่ไม่ปลอดภัย เส้นทางเดินเรือที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ด้านพลังงานของโลกแห่งนี้ ตกอยู่ในภาวะอัมพาตและไม่แน่นอนอย่างหนัก
ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดพลังงานโลก โดยราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูงขึ้นทันทีรวดเดียว 4.3% แตะระดับ 87.70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
จากความหวาดผวาว่าเส้นทางขนส่งน้ำมันจะถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง ภาพรวมสถานการณ์: ความหวังเจรจาส่อแววล้มเหลว แม้ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเคยเปรยถึงสัญญาณการเจรจา
แต่ท่าทีล่าสุดและการปฏิเสธจากฝั่งอิหร่าน ประกอบกับการปะทะกันระลอกใหม่ที่มีซาอุฯ ก้าวเข้ามาเป็นตัวละครหลัก ยิ่งเป็นการซ้ำเติมให้ความหวังในการสงบศึกริบหรี่ลง
การขยายวงของความขัดแย้งที่ดึงเอาทั้งสหรัฐฯ อิสราเอล ซาอุดีอาระเบีย และกลุ่มตัวแทนอิหร่านเข้ามาร่วมในกระดานสงครามครั้งนี้
กำลังผลักดันให้สถานการณ์ความมั่นคงในตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลกก้าวเข้าสู่เขตอันตรายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ภาพ: REUTERS / Khali…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ เดอะสแตนดาร์ด



