เปรียบขั้น‘ความสามารถแข่งขัน’ กูรูแนะไทย ‘วางหมาก’ สู้อาเซียน
อัปเดตเมื่อ: 17 สิงหาคม 2569 เวลา 09:57อ่าน 3 นาที

การไปเยือนหรือการมาเยือนของระดับผู้นำประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในอาเซียน ทั้งที่ผ่านมาและ จะถี่ขึ้นในอนาคต กำลังถูกจับตามองถึง “ผลลัพธ์” ระหว่างประเทศในมิติต่างๆ
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
หลังการเยือนพบปะพูดคุยระหว่างผู้นำ โดยเฉพาะการเฝ้ามองถึงผลกระทบต่อการค้าและการลงทุน โดยทุกฝ่ายเชื่อว่า โลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
การดึงดูดการลงทุนและการเพิ่มการค้าจึงเป็นโจทย์หลักของผู้นำประเทศในเวลานี้ ดังนั้น ทุกประเทศต้องรู้ว่า “ใครเป็นมิตร-ใครเป็นคู่แข่ง” รวมถึงต้องรู้กำลังตนเองว่า
รายละเอียดเพิ่มเติม
“แค่ตั้งรับหรือต้องรุก” อีกทั้งยังมีความกังวลถึง “ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” ซึ่งนักธุรกิจและนักวิชาการได้ให้มุมมองและข้อเสนอแนะดังนี้ ⦁หวังความร่วมมือ‘จับต้องได้’ นายธนากร
เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ให้ความเห็นว่า การเยือนระหว่างผู้นำในอาเซียนควรนำไปสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้มากกว่าความร่วมมือเชิงสัญลักษณ์ ได้แก่
การเปิดตลาด การลดอุปสรรคทางการค้า การเชื่อมโยงโลจิสติกส์ และการสร้างความแน่นอนของกติกาการลงทุน สำหรับการแข่งขันของไทยเทียบประเทศเพื่อนบ้าน เห็นว่า มาเลเซียและเวียดนาม
สถานการณ์ล่าสุด
เป็นคู่แข่งสำคัญของไทยในอุตสาหกรรมใหม่ มาเลเซียมีความพร้อมด้านอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ และเศรษฐกิจดิจิทัล ขณะที่เวียดนามมีความโดดเด่นด้านการผลิตเพื่อส่งออก
การดึงการลงทุนโดยตรง (FDI) และการเชื่อมโยงตลาดผ่านความตกลงการค้าเสรีส่วนไทยยังมีข้อได้เปรียบจากฐานอุตสาหกรรมเดิม ห่วงโซ่ยานยนต์อาหารและเกษตรแปรรูป บริการสุขภาพ การท่องเที่ยว
และที่ตั้งที่เชื่อมโยงภูมิภาค อย่างไรก็ดี ไทยไม่ควรแข่งขันด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือค่าแรงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องลดต้นทุนการค้า ลดขั้นตอนภาครัฐ
มุมมองและผลกระทบ
และสร้างความเร็วในการอนุมัติโครงการ ควบคู่กับการยกระดับทักษะแรงงานและการใช้เทคโนโลยี สำหรับเมียนมา สรท.มองว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพด้านการค้าชายแดน เกษตร และพลังงานในระยะยาว
แต่ความไม่แน่นอนด้านความขัดแย้ง ระบบไฟฟ้า การเงิน และโลจิสติกส์ ยังทำให้ไม่ใช่คู่แข่ง FDI โดยตรงของไทยในระยะใกล้
ไทยจึงควรใช้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจเพื่อเสริมความมั่นคงของการค้าชายแดนและห่วงโซ่อุปทานมากกว่า เมื่อถามถึงปัจจัยที่อาจทำให้การดึงลงทุนต่างชาติล่าช้า ประธาน สรท.ระบุว่า
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
นักลงทุนต่างชาติไม่ได้พิจารณาเฉพาะสิทธิประโยชน์ แต่พิจารณาความแน่นอนของกติกา ต้นทุนพลังงาน ความสะดวกในการทำธุรกิจ คุณภาพโครงสร้างพื้นฐาน และคุณภาพชีวิตของผู้บริหารกับครอบครัว
ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรเร่งแก้ไข ได้แก่ ความซ้ำซ้อนของกฎหมายและใบอนุญาต การติดต่อหลายหน่วยงาน ความล่าช้าในการเชื่อมต่อสาธารณูปโภค ความไม่พร้อมของพลังงานสะอาด
และความเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐที่ยังไม่สมบูรณ์ ข้อเสนอของ สรท. คือ ความสำเร็จในการดึง FDI ต้องไม่วัดจากยอดคำขอรับส่งเสริมการลงทุนเพียงอย่างเดียว
แต่ต้องวัดจากการเกิดมูลค่าในประเทศจริง ทั้งการใช้วัตถุดิบและผู้ประกอบการไทย การจ้างงานและพัฒนาทักษะแรงงานไทย กา…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



