อดีตผู้พิพากษาอาวุโสร่วมวงชำแหละปมยิงโจรเข้าบ้าน!
อัปเดตเมื่อ: 13 สิงหาคม 2569 เวลา 06:50อ่าน 3 นาที

13 ส.ค.2569 - นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “ยิงโจรเข้าบ้าน “ผิดเสมอ” จริงหรือ?
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
ชำแหละหลักป้องกันสิทธิผ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ข้อสังเกตของปรมาจารย์ และภาระหน้าที่ชั้นสอบสวน” ระบุว่า “เมื่อ ‘บ้าน’ เป็นพื้นที่แห่งความปลอดภัย แต่สิทธิในการป้องกันก็ไม่ใช่ใบอนุญาตให้แก้แค้น” จากกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการควบคุมอาวุธปืน โดยระบุในทำนองว่า หากมีคนร้ายเข้ามาในบ้านแล้วเจ้าของบ้านยิงคนร้าย “ก็ผิดอยู่ดี กฎหมายไม่ได้คุ้มครองตรงนั้น” และต่อมาได้ขยายความว่า หลังเกิดเหตุ เจ้าของบ้านก็ต้องไปพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่าเป็นการป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ในชั้นศาล ก่อให้เกิดความสับสนทางกฎหมายอย่างกว้างขวาง 1.จุดเริ่มต้นต้องอยู่ที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ในทางกฎหมายอาญา การถามเพียงว่า “โจรเข้าบ้านหรือไม่?”
ไม่สามารถใช้ตัดสินได้ทันทีว่าเจ้าของบ้านยิงได้หรือไม่ได้ เพราะประมวลกฎหมายอาญาวางหลักการป้องกันสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายไว้ว่า “ผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตน หรือของผู้อื่น ให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด” (มาตรา 68) หลักการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายจึงมีองค์ประกอบสำคัญ 5 ประการ: 1)มีสิทธิที่จะป้องกัน (สิทธิของตนเองหรือผู้อื่น) 2)มีการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย 3)เป็นภยันตรายที่ “ใกล้จะถึง” 4)จำต้องกระทำเพื่อป้องกันสิทธิ 5)กระทำไป “พอสมควรแก่เหตุ” คำถามทางกฎหมายที่ถูกต้องจึงไม่ใช่แค่ “โจรเข้าบ้านหรือไม่” แต่คือ: • “ในขณะที่ตัดสินใจใช้กำลัง ภยันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสิทธิที่กฎหมายคุ้มครองนั้นใกล้จะถึงเพียงใด?”
รายละเอียดเพิ่มเติม
• “การใช้กำลังนั้นจำเป็นและพอสมควรแก่เหตุหรือไม่?”
การสรุปตัดบทว่า “ยิงโจรเข้าบ้านก็ผิดอยู่ดี” จึงเป็นคำอธิบายที่คลาดเคลื่อนจากหลักกฎหมาย 2. ฎีกา 7940/2551 — บ้านเป็นสถานที่ปลอดภัย และเจ้าของบ้าน “ไม่จำต้องหนี” คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7940/2551 เป็นบรรทัดฐานที่ตรงกับข้อถกเถียงนี้อย่างยิ่ง: • ข้อเท็จจริง: ผู้ตายถืออาวุธมีดยาวเดินเข้ามาในบ้านของจำเลย • ดุลพินิจของศาล: การรุกล้ำเข้ามาพร้อมอาวุธมีดถือเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง จำเลยจึงมีสิทธิป้องกันตนเอง ศาลฎีกาวางหลักการเกี่ยวกับ “เคหสถาน” ไว้ชัดเจนว่า บ้านเป็นสถานที่ปลอดภัย ไม่ควรถูกบุคคลอื่นรุกล้ำเข้ามากระทำผิดกฎหมาย และเจ้าของบ้านไม่จำต้องถูกบังคับให้หลบหนีออกจากบ้านของตนเอง การดำเนินคดีแบ่งออกเป็นสองช่วงเวลาตามสถานการณ์: • ช่วงแรก (ชอบด้วยกฎหมาย): จำเลยยิงผู้ตาย 1 นัด แต่ผู้ตายยังเดินเข้าหา จำเลยจึงยิงอีก 2 นัดจนผู้ตายล้มลง ศาลเห็นว่าการยิง 3 นัดแรกเป็นการกระทำที่พอสมควรแก่เหตุในภาวะเช่นนั้น • ช่วงหลัง (เกินสมควรแก่เหตุ): หลังจากผู้ตายล้มลงนอนหงายแล้ว จำเลยเดินเข…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ไทยโพสต์



