ข้ามไปยังเนื้อหา

“ได้คำสารภาพของผู้ถูกกล่าวหา” อาจยังไม่ใช่ “ความจริง” ที่ทำให้เกิดความยุติธรรม

อัปเดตเมื่อ: 14 สิงหาคม 2569 เวลา 19:00อ่าน 3 นาที

“ได้คำสารภาพของผู้ถูกกล่าวหา” อาจยังไม่ใช่ “ความจริง” ที่ทำให้เกิดความยุติธรรม
แชร์ข่าวนี้

“คุณจะรับสารภาพมั้ย” “เรามีหลักฐานที่เชื่อได้ว่าคุณเป็นผู้ก่อเหตุ ถ้าคุณสารภาพเป็นประโยชน์ คุณจะได้ลดโทษ” “ถ้าคุณไม่มีพยานหรือหลักฐานยืนยันที่อยู่ของคุณที่ชัดเจนในวันเกิดเหตุ

อ่านข่าวในหมวด สังคม เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper

ประเด็นสำคัญ

คุณก็จะไม่พ้นข้อสงสัย ดังนั้นคุณควรจะรับสารภาพ” ประโยคเหล่านี้ ... เป็นประโยคที่เรามักจะเห็นกันจนชินจากภาพยนตร์หรือซีรี่ส์ที่นำเสนอกระบวนการสืบสวนสอบสวนในคดีอาญา

ซึ่งเจ้าหน้าที่หรือพนักงานสอบสวน มักจะนำตัวผู้ต้องสงสัย ผู้ถูกกล่าวหา หรือ ผู้ต้องหามาเข้าสู่ “การสอบสวน” และตั้งคำถามเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เรียกว่า “คำสารภาพ”

รายละเอียดเพิ่มเติม

เพราะเมื่อได้คำสารภาพมาแล้ว ... ก็จะถือว่า “การสอบสวน” ในคดีนั้น “ประสบความสำเร็จ” สามารถดำเนินการในกระบวนการยุติธรรมขั้นต่อไปได้ แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว ... “คำสารภาพในชั้นสอบสวน”

ถือเป็นหลักฐานที่มีน้ำหนักในทางคดีน้อยมาก หากผู้ต้องหาคนเดิม “กลับคำให้การในชั้นศาล” นั่นหมายความว่า ความสำเร็จจากการสอบสวนเพื่อให้ได้มาซึ่ง “คำรับสารภาพ” อาจไม่ใช่การได้มาซึ่ง

“ความจริงของคดี” เพราะมีโอกาสทำให้เกิดความพลิกผันได้มาก ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ผู้ก่อเหตุรอดพ้นจากความผิด

สถานการณ์ล่าสุด

หรือแม้แต่อาจทำให้ผู้บริสุทธิ์ที่ไม่มีเครื่องมือทางกฎหมายมากพอต้องตกเป็นผู้รับโทษ หลักการ PEACE เปลี่ยนคำถามนำ เป็นคำถามปลายเปิด ... ไม่มุ่งหาคำสารภาพ

แต่ปล่อยให้พยานเล่าเรื่องโดยอิสระ “ในวันที่เกิดเหตุ คุณทำอะไรอยู่ คุณไปที่ไหนมาบ้าง ช่วยเล่าให้เราฟังหน่อย” คำถามแบบนี้ ถูกใช้เป็นคำถามเริ่มต้นของหลักการที่เรียกว่า Investigative

Interviewing หรือ การซักถามเชิงสืบสวนสอบสวน หรือเรียกสั้น ๆ ว่า PEACE Model เป็นวิธีการที่ตำรวจและหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมหลายประเทศใช้มานานแล้ว เช่น อังกฤษ นอร์เวย์

มุมมองและผลกระทบ

และนิวซีแลนด์ การซักถามเชิงสืบสวนสอบสวน จะเปลี่ยนรูปแบบการใช้คำถามของเจ้าหน้าที่สอบสวน จากรูปแบบ “ถามชี้นำ” เช่น คุณทำหรือไม่ ... วันนั้นคุณอยู่ในที่เกิดเหตุใช่หรือไม่ ...

คุณมีพยานยืนยันแหล่งที่อยู่หรือไม่ ... คุณไปทำอะไรในที่เกิดเหตุ ... ไปจนถึงการเชื้อเชิญให้รับสารภาพ ไปเป็นการใช้ “คำถามปลายเปิด” วิธีการนี้

จะเริ่มจากการจัดที่นั่งให้เหมือนการพูดคุยตามปกติ สร้างความสัมพันธ์แบบเป็นมิตรกับผู้ถูกซักถาม แจ้งสาเหตุในการเรียกเขามาให้ข้อมูลใน แจ้งสิทธิของเขาว่าจะตอบหรือไม่ก็ได้

ข้อมูลจากแหล่งข่าว

แจ้งสิทธิในการเรียกใช้ทนายความ และแจ้งว่าจะบันทึกวิดีโอไว้ตลอดการซักถามเพื่อความโปร่งใสในการทำคดี จากนั้นก็จะเริ่มด้วยการตั้งคำถามให้ผู้ถูกซักถามเริ่มด้วยการ “เล่าเรื่องของเขา”

โดยพนักงานสอบสวนมีหน้าที่ตั้งใจฟัง ถามย้ำในบางจุดเพื่อขอให้เขาลงรายละเอียดในประเด็นที่สำคัญ โดยเน้นว่า จะไม่มีการตั้งคำถามชี้นำที่อาจไปทำให้เกิดการ “ปนเปื้อนของข้อมูล”

ในเรื่องเล่าของพยาน จนกระทั่งเมื่อพยานเล่าเรื่องทั้งหมดเสร็จสิ้นแล้ว หากเรื่องที่เขาเล่ามีข้อเท็จจริงที่ไม่ตรงกับหลักฐานที่เจ้าหน้าที่มีอยู่

เจ้าหน้าที่สอบสวนจึงจะนำหลักฐานเหล่านั้นมาแสดง (Challenge) เพื่อขอให้ผู้ถูกซักถ…

อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ไทยพีบีเอส

ถ้าชอบข่าวนี้ ช่วยแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วย
แหล่งข่าว: ไทยพีบีเอส · “ได้คำสารภาพของผู้ถูกกล่าวหา” อาจยังไม่ใช่ “ความจริง” ที่ทำให้เกิดความยุติธรรม
เลื่อนลงเพื่ออ่านข่าวถัดไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง