เปิดหลักฐาน เจาะไทม์ไลน์ ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ร่องรอยชาตินิยมในมิติประวัติศาสตร์
อัปเดตเมื่อ: 8 สิงหาคม 2569 เวลา 11:56อ่าน 3 นาที

เปิดหลักฐาน เจาะไทม์ไลน์ ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ร่องรอยชาตินิยมในมิติประวัติศาสตร์ วางแผงแล้ว ทั้งออนไซต์บนร้านหนังสือจริง และพร้อมให้สั่งซื้อผ่านออนไลน์ สำหรับนิตยสารศิลปวัฒนธรรม
ประเด็นสำคัญ
ที่อยู่ยั้งยืนยงมาถึงปีที่ 47 ฉบับที่ 10 โดยชูเรื่องเด่น ‘ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ปัญหาชาตินิยมในประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม’ โดย รศ.ดร.ศานติ ภักดีคำ ในวันที่โลกเลี้ยวขวา
สังคมไทยก็เปิดไฟเลี้ยวเข้าเลนรักชาติแบบสุดโต่ง พร้อมสตาร์ตรถทัวร์ไปลงใต้โพสต์ใครต่อใครทั้งที่อาจยังไม่ได้อ่าน ‘ข้อเท็จจริง’ ไม่ทันพิจารณาบริบททางประวัติศาสตร์
รายละเอียดเพิ่มเติม
ไม่พร้อมเปิดใจศึกษาข้อมูลใดๆ ที่ส่อไปในทางที่ถูกเรียกว่า ‘ชังชาติ’ ศิลปวัฒนธรรม ในเครือ ‘มติชน’ ทั้งฉบับพิมพ์ และเวอร์ชั่นออนไลน์ ปักหมุดจุดยืนสร้างสังคมคุณภาพ เพื่อคุณภาพของประเทศ
เดินหน้าสู่คุณภาพใหม่ ด้วยการนำเสนอบทความคุณภาพออกสู่สายตาผู้อ่าน ‘ประเทศไทยและกัมพูชา เป็นประเทศที่มีพรมแดนติดต่อกัน ด้วยเหตุนี้นับแต่อดีต ประชาชนของประเทศทั้งสอง
จึงได้มีการปฏิสัมพันธ์กันมานับแต่โบราณ ดังปรากฏหลักฐานทางโบราณคดีที่สะท้อนให้เห็นถึงการแลกเปลี่ยนและติดต่อทางวัฒนธรรม มาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ในสมัยที่ยังไม่มีการกำหนดพรมแดน’
สถานการณ์ล่าสุด
คือย่อหน้าแรกในบทนำของบทความชิ้นไฮไลต์ของฉบับ ซึ่ง รศ.ดร.ศานติ ร้อยเรียงเรื่องราวหลากประเด็นสำคัญ ตั้งแต่การเชื่อมโยงของกลุ่มคนโบราณที่อาศัยอยู่ในดินแดนประเทศไทยปัจจุบัน และกัมพูชา
โดยเฉพาะในเวลาที่ดินแดนทั้ง 2 ประเทศต่างรับวัฒนธรรมจากต่างถิ่นเข้ามาแล้ววิวัฒนาการเป็นวัฒนธรรมของตน ขีดเส้นใต้เน้นย้ำในห้วงพุทธศตวรรษที่ 12 เป็นต้นมา
ซึ่งปรากฏหลักฐานการรับวัฒนธรรมจากอินเดียที่ก่อให้เกิดความเชื่อถือศรัทธาทางศาสนา แนวคิด อีกทั้งหลักการปกครอง รวมถึงศิลปวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็น ภาษา วรรณคดี นาฏศิลป์
มุมมองและผลกระทบ
ดังที่ปรากฏหลักฐานในวัฒนธรรมทวารวดีทางภาคกลางของไทย และฟูนัน เจนละ ในกัมพูชา ด้วยเหตุนี้ วัฒนธรรมอินเดียที่รับมา
จึงเป็นรากฐานและบ่อเกิดศิลปวัฒนธรรมสำคัญทั้งในไทยและกัมพูชาอย่างไม่อาจปฏิเสธ รศ.ดร.ศานติเล่าเรื่องราวของไทย-กัมพูชา ตั้งแต่ก่อนจะเป็น ‘รัฐชาติ’ ยกความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา
ที่ปรากฏชัดในสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 หรือ ‘เจ้าสามพระยา’ ที่ทรงขยายอำนาจเข้าไปปกครอง ‘เมืองพระนคร’ ระยะหนึ่ง โดยส่งพระราชโอรส คือ
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
สมเด็จพระอินทราชา และ สมเด็จเจ้าพญาแพรกศรีมหาราชา ออกไปปกครอง โดยนักวิชาการท่านนี้เชื่อว่าน่าจะเป็นเหตุให้อิทธิพลทางวัฒนธรรมของกรุงศรีอยุธยาเข้าไปสู่ราชสำนักกัมพูชา เช่น
อิทธิพลด้านการใช้ยศตำแหน่งและระบบราชการแบบอยุธยา สำหรับ ‘การรับรู้เรื่องเขตแดน’ ของไทย-กัมพูชาในครั้งกรุงเก่า ฉายชัดจากทั้งพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา และพงศาวดารกัมพูชาว่ามีการ
‘ปักปันเขตแดน’ โดยอาศัย ‘พรมแดนธรรมชาติ’ คือ คลองอ่างศิลา แล้วปักจารึก จนเป็นที่มาของชื่อ ‘ด่านพระจารึก’ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดสระแก้ว จากนั้น รศ.ดร.ศานต…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



