เปิดปัจจัยเปลี่ยน "น้ำท่วมน่าน" สู่ "ดินโคลนหลาก"
อัปเดตเมื่อ: 21 สิงหาคม 2569 เวลา 15:41อ่าน 3 นาที

น้ำท่วมที่ จ.น่านครั้งนี้ ไม่ใช่แค่น้ำท่วมธรรมดา ๆ อย่างที่เคยเห็นกัน แต่เป็นน้ำป่าสีแดงขุ่น นี่คือ "สัญญาณเตือนภัยพิบัติ" ที่นักธรณีวิทยาเตือนว่า อันตราย และคร่าชีวิตผู้คนได้มากที่สุด วันนี้ประเทศไทย ยังมีชุมชนที่ตั้งอยู่ในจุดเสี่ยงแบบนี้ มากกว่า 200 จุดทั่วประเทศ ปัจจัยคือสภาพภูมิประเทศ และ การใช้ประโยชน์ที่ดิน ซึ่งดินโคลนถล่ม ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ภาคเหนือของไทย เคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 2544 มีผู้เสียชีวิตนับร้อยคน และที่น่ากลัวที่สุดคือ วันนี้ประเทศไทยยังมีหมู่บ้าน ที่ตั้งอยู่ในจุดเสี่ยงอันตราย แบบนี้อีกมากกว่า 200 จุดทั่วประเทศ ซึ่งเปลี่ยนน้ำท่วมที่เคยใส เป็นภัยดินโคลนหลาก หากวิเคราะห์ร่วมกับ นักวิชาการด้านธรณีวิทยา จะพบว่า ตัวเมืองน่านตั้งอยู่บนโครงสร้างที่เป็น "ร่องรับน้ำธรรมชาติ" อยู่แล้ว ยังไงก็ท่วมง่าย อ.ปัว ซึ่งเป็นต้นน้ำสายสำคัญ ภูมิประเทศของปัวคือ "ที่ราบก้นกระทะ" ตั้งอยู่ประชิดติดขอบภูเขาสูงชันพอดี "รูรั่วธรรมชาติ" 2 เส้นทางน้ำ เมื่อฝนตกหนักบนยอดเขา มวลน้ำจะถูกบีบอัด ผ่านร่องหุบเขาแคบ ๆ และพุ่งทะลักออกจากรูรั่วนี้ ตรงเข้าถล่มหมู่บ้านที่อยู่ด้านล่างทันที โดยไม่มีอะไรขวางกั้น หลายคนตั้งคำถามว่า เพราะ "เขาหัวโล้น" ใช่ไหม น้ำถึงท่วมรุนแรงขนาดนี้?
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
ศ.สันติ ภัยหลบลี้ อาจารย์ประจำภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายในทางวิทยาศาสตร์ ว่า ต่อให้ภูเขามีป่าสมบูรณ์ น้ำก็ยังท่วมเมืองน่านอยู่ดี เพราะถ้าฝนตกหนักสะสมเกิน 200 มิลลิเมตร ใน 12 ชั่วโมง ยังไงน้ำก็ระบายไม่ทัน แต่สิ่งที่เขาหัวโล้น มีส่วนสำคัญในการเปลี่ยน คือ ลักษณะของน้ำ ถ้าเป็นภูเขาป่าสมบูรณ์ น้ำที่หลากลงมา จะเป็นน้ำป่าไหลหลาก โดยสีจะค่อนข้างใส แต่เมื่อผืนดินกลายเป็น "เขาหัวโล้น" ที่ไม่มีรากไม้ยึดเกาะหน้าดิน ตะกอนดินเหนียว หิน และเศษไม้เหล่านั้นจะหลุดร่อน ผสมกับกระแสน้ำป่า เปลี่ยนภัยพิบัติ จาก "น้ำท่วมธรรมดา" ให้กลายเป็น "น้ำโคลนพัดถล่มสิ่งปลูกสร้าง และชีวิตคน" ทันที เรื่องนี้ แก้ไขได้ ศ.สันติ ชี้ช่องทางสืบสานแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ 9) นั่นคือการสร้าง "ฝายดักตะกอน" ไว้ที่บริเวณปากทางน้ำออก ตรงขอบรูภูเขาก่อนถึงชุมชน ฝายชนิดนี้ไม่ได้กักเก็บน้ำ แต่มีไว้เพื่อ "บล็อกเศษหิน ดินโคลน และท่อนไม้" ไว้ด้านหลังฝาย ปล่อยให้น้ำที่ค่อนข้างใส ไหลชะลอตัวลงไปสู่พื้นที่ด้านล่างอย่างปลอดภัย และยังเอาน้ำไปใช้เพื่อการเกษตรต่อได้ด้วยโมเดลนี้ประสบความสำเร็จมาแล้วในพื้นที่ลุ่มน้ำป่าสัก จ.เพชรบูรณ์ ภัยพิบัติป้องกันไม่ได้...แต่ลดความสูญเสียได้ ถ้าหาวิธีรับมือที่เหมาะสม อ่านข่าว : แกะรอยน้ำท่วม "น่าน" ทำไมมวลน้ำมาเร็ว-ท่วมหนักซ้ำซาก ?
ภาพความเสียหาย อ.ปัว จ.น่าน หลังน้ำลด จนท.เร่งฟื้นฟู เวียงสา จ.น่าน น้ำทะลักท่วม 5 ตำบล สูง 1.5-3 เมตร 1 พันครัวเรือนถูกตัดขาด
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ไทยพีบีเอส



