จาก ‘ต่อคิว’ สู่ ‘นัดหมาย’ บทเรียน รพ.พระนั่งเกล้า เปลี่ยนระบบบริการ-เปลี่ยนพฤติกรรมคนไข้
อัปเดตเมื่อ: 24 สิงหาคม 2569 เวลา 15:19อ่าน 3 นาที

จาก ‘ต่อคิว’ สู่ ‘นัดหมาย’ บทเรียน รพ.พระนั่งเกล้า เปลี่ยนระบบบริการ-เปลี่ยนพฤติกรรมคนไข้ “ถ้าไม่ได้นัดหมาย เวลามันอาจจะล่าช้าหรือไม่แน่นอน”
ประเด็นสำคัญ
คือหลักคิดสำคัญที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้านำมาใช้ในการปรับระบบบริการผู้ป่วยนอก จากภาพเดิมที่ประชาชนจำนวนมากเดินทางมารอรับบริการพร้อมกัน เปลี่ยนเป็นระบบนัดหมายที่กำหนดช่วงเวลาให้ชัดเจน
ผ่านการจัด “สล็อต” หรือช่วงเวลารับบริการ และค่อยๆ พัฒนาสู่ระบบดิจิทัลที่เชื่อมโยงการนัดหมายผ่านเว็บไซต์และแอพพลิเคชัน “หมอพร้อม”
รายละเอียดเพิ่มเติม
เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว หากเป็นกระบวนการพัฒนาต่อเนื่องจากการมองเห็นปัญหาสำคัญ (Pain Point) ของระบบบริการ การทดลองระบบด้วยวิธีแมนนวล การใช้ Google Sheet
เข้ามาช่วยจัดคิว ก่อนพัฒนาเป็นระบบ OPD Paperless เชื่อมโยงข้อมูลและอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงการออกแบบระบบให้สอดคล้องกับศักยภาพรองรับ (Capacity) ของแต่ละวัน นพ.สกล สุขพรหม
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า อธิบายว่า จุดเริ่มต้นของการปรับระบบเกิดจากการที่ผู้บริหารโรงพยาบาลในยุคก่อนๆ มองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากระบบบริการเดิม โดยเฉพาะ Pain Point
สถานการณ์ล่าสุด
เรื่องการนัดหมายและความแออัดของผู้ป่วย “มันคงพัฒนามาเรื่อยๆ ต้องขอบคุณท่านผู้อำนวยการยุคก่อนๆ ด้วย เพราะมันก็มี Pain Point เรื่องการนัดหมาย”
โดยหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นราวเดือนกรกฎาคม 2566 เมื่อโรงพยาบาลเริ่มทดลองปรับระบบการจัดผู้ป่วย จากเดิมที่ประชาชนจำนวนมากเดินทางมารอรับบริการพร้อมกัน
กลายเป็นการเริ่มทดลองจัดคิวตามช่วงเวลา จาก Google Sheet สู่ระบบนัดหมาย ในระยะแรก โรงพยาบาลไม่ได้เริ่มต้นด้วยระบบเทคโนโลยีที่ซับซ้อน แต่ใช้วิธีทดลองแบบแมนนวลก่อน
มุมมองและผลกระทบ
บุคลากรและแพทย์เริ่มประเมินจำนวนผู้ป่วยและทดลองจัดระบบผ่าน Google Sheet เพื่อดูว่าการแบ่งช่วงเวลารับบริการแบบใดเหมาะสมกับการทำงานจริง แนวคิดสำคัญคือการกำหนด “Interval Queue”
หรือช่วงเวลาของคิว เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยทั้งหมดมารวมกันในช่วงเวลาเดียวกัน โดยเริ่มทดลองกับห้องประกันสังคมและห้องตรวจที่มีสิทธิต่างๆ ก่อน แล้วจึงค่อยขยายระบบออกไป
จากนั้นโรงพยาบาลจึงพัฒนาต่อเป็นระบบ OPD Paperless หรือการให้บริการผู้ป่วยนอกแบบไร้กระดาษ และเริ่มเชื่อมโยงแอพพลิเคชันในช่วงปี 2567 รวมถึงการใช้ระบบตู้อัตโนมัติ (Kiosk)
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
สำหรับการเข้ารับบริการ และพัฒนาต่อสู่ Smart IoT ราวเดือนกันยายน 2567 Smart IoT ดังกล่าวทำให้เครื่องมืออย่างเครื่องวัดความดันและเครื่องชั่งน้ำหนักสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบได้
ลดการบันทึกข้อมูลแบบเดิม และทำให้กระบวนการบริการสามารถเดินหน้าสู่ระบบดิจิทัลมากขึ้น เมื่อตนเข้ามาเป็นผู้อำนวยการคนปัจจุบันราวๆ เดือนธันวาคม 2567 การพัฒนาจึงถูกนำมาต่อยอด
โดยใช้แนวคิดสำคัญคือ “รับฟัง Pain Point แล้วพัฒนา” ไม่ว่าจะเป็นเสียงจากผู้ใช้บริการ บุคลากรหน้างาน ฝ่ายไอทีและดิจิทัล รวมถึงผู้บริหารที่เกี่ยวข้องผ่านคณะกรรมการต่างๆ
“พอต่อยอดเข้ามา มันก็เหมื…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



