จับตาเมียนมาเร่งฟื้นเศรษฐกิจ คต.เผยดันผลิต-ส่งออกเกษตร เดินหน้าพลังงาน
อัปเดตเมื่อ: 10 สิงหาคม 2569 เวลา 22:36อ่าน 3 นาที

วันนี้ (10 ส.ค.2569) นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 31 ก.ค.2569 พล.อ.อาวุโส มิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา
ประเด็นสำคัญ
แถลงผลการดำเนินงานของรัฐบาลเมียนมาในรอบ 100 วัน ต่อที่ประชุมรัฐสภาสหภาพ สมัยสามัญ ครั้งที่ 2 ซึ่งมีสาระสำคัญด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
และเป็นทิศทางนโยบายที่กรมการค้าต่างประเทศเห็นว่า ควรติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างไทย – เมียนมาในระยะต่อไป นางอารดา กล่าวต่อว่า
รายละเอียดเพิ่มเติม
โดยรัฐบาลเมียนมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจในหลายมิติ โดยมุ่งยกระดับภาคการผลิต สร้างความมั่นคงทางอาหาร เพิ่มมูลค่าให้แก่วัตถุดิบภายในประเทศ และเพิ่มรายได้จากการส่งออก ดังนี้
ด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม มุ่งสร้างความมั่นคงทางอาหาร และสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบภายในประเทศ ทั้งข้าวและข้าวหอมพันธุ์ปอว์ซาน รวมทั้งสินค้าเกษตรสำคัญ ได้แก่ ถั่ว ข้าวโพด ยางพารา
และสินค้าประมง เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและสร้างรายได้ จากการส่งออกผลผลิตทางการเกษตร ด้านพลังงาน ส่งเสริมการสำรวจแหล่งพลังงานใหม่
สถานการณ์ล่าสุด
และสนับสนุนการขยายฐานการกลั่นน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ ด้านการเงิน ส่งเสริมการใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการชำระค่าสินค้าระหว่างประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ
ในการค้าระหว่างประเทศ และด้านการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐาน ส่งเสริมการพัฒนาเขตเศรษฐกิจและนิคมอุตสาหกรรม ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์
รวมถึงการพัฒนาเส้นทางการค้าชายแดน และเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน แนวทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เมียนมายังคงมุ่งใช้ภาคการผลิตเป็นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
มุมมองและผลกระทบ
ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน การเพิ่มศักยภาพการส่งออก และการส่งเสริมการค้าและการลงทุน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวอีกว่า นอกจากนโยบายด้านการค้าแล้ว
รัฐบาลเมียนมาให้ความสำคัญกับการสร้างสันติภาพภายในประเทศ โดยเดินหน้าเจรจากับกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ (EAOs) และย้ำถึงหลักการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
รวมทั้งการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งหากมีความคืบหน้าเกิดขึ้นจริง จะเป็นปัจจัยบวกที่จะส่งผลให้สถานการณ์บริเวณชายแดนมีเสถียรภาพมากขึ้น
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
เอื้อต่อการพัฒนาเส้นทางคมนาคมและโลจิสติกส์ การเชื่อมโยงการค้าชายแดน การขนส่งสินค้าระหว่างไทย - เมียนมา และการอำนวยความสะดวกทางการค้า
รวมทั้งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจและนักลงทุนในระยะยาว และหากเมียนมามีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเมืองมากขึ้น
ฝ่ายไทยก็จะมีโอกาสในการเจรจาลดอุปสรรคทางการค้ากับเมียนมาได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการขอใบอนุญาตนำเข้าสินค้า (Import License)
ที่เป็นข้อจำกัดทางการค้าระหว่างสองประเทศมาตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคม 2568 ในปี 2568 เมียนมาเป็นคู่ค้าอันดับที่ 21 ของไทย มีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 244,051.23…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ไทยพีบีเอส



