บทบรรณาธิการ – ป้องกันทำผิดซ้ำ?
อัปเดตเมื่อ: 3 สิงหาคม 2569 เวลา 18:55อ่าน 2 นาที

กรณี “ป๋อง” นายฑณา เกิดทอง ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงพ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศ หรือใช้ความรุนแรง พ.ศ.2565 แม้กรมราชทัณฑ์ยืนยันได้ดำเนินการครบทุกขั้นตอน
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยงโดยคณะกรรมการเรือนจำ เสนอความเห็นต่ออัยการ ยื่นคำร้องต่อศาล และศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการเฝ้าระวัง 2 ปี ห้ามทำกิจกรรมเสี่ยง รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก
3 เดือน และเข้ารับการบำบัดฟื้นฟูตามกำหนด เมื่อพิจารณาตามตัวบทกฎหมาย กรมราชทัณฑ์ได้ปฏิบัติหน้าที่ครบถ้วน แต่เมื่อพิจารณาจากผลลัพธ์กลับพบว่า
รายละเอียดเพิ่มเติม
มาตรการทั้งหมดไม่สามารถป้องกันเหตุสลดที่เกิดขึ้นได้ นี่คือประเด็นที่สังคมควรให้ความสำคัญ มากกว่าการโยนความผิดให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง มาตรการที่มีอยู่เข้มแข็งเพียงพอหรือไม่
การรายงานตัวทุก 3 เดือนห่างเกินไปหรือไม่ การห้ามทำกิจกรรมเสี่ยงมีวิธีตรวจสอบอย่างไร และเมื่อผู้พ้นโทษย้ายถิ่นฐาน การประสานข้อมูลระหว่างราชทัณฑ์ คุมประพฤติ
ตำรวจและฝ่ายปกครองมีประสิทธิภาพแค่ไหน สิ่งที่นักกฎหมายกังวลคือ กฎหมายนี้เน้นติดตาม มากกว่าควบคุม เจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจเข้าแทรกแซงได้หากผู้พ้นโทษยังไม่ละเมิดเงื่อนไข
สถานการณ์ล่าสุด
หรือก่อความผิดใหม่ ทำให้การเฝ้าระวังเป็นเพียงการรับรู้ข้อมูล มากกว่าเป็นกลไกป้องกันเชิงรุก หลักการประเมินความเสี่ยงก็ควรทบทวน
เพราะผู้ต้องขังที่เคยมีประวัติคดีพยายามฆ่าและเกี่ยวข้อง ยาเสพติด ย่อมเป็นกลุ่มที่รัฐควรใช้มาตรการติดตามอย่างเข้มข้น มากกว่ามาตรการพื้นฐานเพียงการรายงานตัวเป็นระยะ
ซึ่งเป็นเกณฑ์เฝ้าระวังที่ต่ำกว่าระดับความเสี่ยงหรือไม่ แม้กฎหมายไม่อาจรับประกันได้ว่าจะไม่มีผู้พ้นโทษกลับไปก่อคดีอีก แต่กฎหมายที่ดีต้องลดโอกาสเกิดเหตุให้ได้มากที่สุด
มุมมองและผลกระทบ
และเปิดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่กระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานเกินจำเป็น คดีฆ่าฝังดิน 5 ศพ ไม่ใช่แค่คดีอาชญากรรมสะเทือนขวัญ
แต่ยังบ่งชี้ว่าแม้กระบวนการปล่อยตัวจะดำเนินการครบทุกขั้นตอนตามกฎหมาย แต่ผลลัพธ์กลับเผยถึงช่องโหว่ของ พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ และระบบเฝ้าระวังหลังพ้นโทษ
ที่ยังไม่สามารถรับมือกับผู้กระทำผิดความเสี่ยงสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงถึงเวลาที่รัฐบาล กระทรวงยุติธรรม กรมราชทัณฑ์ สำนักงานคุมประพฤติ ตำรวจ และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
ต้องร่วมกันทบทวนและอุดช่องโหว่เหล่านี้อย่างจริงจัง เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างสูงสุด
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ข่าวสด



