รอมฎอน หนุนท่าทีฝ่ายการเมือง ปรามบิ๊กเหล่าทัพ ส่งสัญญาณใช้กำลัง หลังเหตุยิงทหารพราน ที่นราธิวาส
อัปเดตเมื่อ: 25 กรกฎาคม 2569 เวลา 15:48อ่าน 3 นาที

รอมฎอน หนุนฝ่ายการเมือง ปราบบิ๊กเหล่าทัพ ส่งสัญญาณใช้กำลัง หลังเหตุยิงทหารพราน ที่ตันหยง ยันจังหวะนี้ ปล่อยให้ทหารประเมินสถานการณ์ลำพังไม่ได้ เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 นาย รอมฎอน ปันจอร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อเขียน เรื่อง [ ขอสนับสนุนท่าทีของฝ่ายการเมืองและนโยบายในสถานการณ์ปัจจุบัน ] แสดงความคิดเห็นถึงสถานการณ์ล่าสุด เหตุความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ผมขอสนับสนุนท่าทีและจุดยืนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและเลขาธิการ สมช. ต่อแนวทางการแก้ไขปัญหาที่สนับสนุนการพูดคุยสันติภาพและปรามหน่วยงานในระดับปฏิบัติที่มีท่าทีแข็งกร้าว นี่คือบทบาทที่เหมาะสมของฝ่ายการเมืองและนโยบาย ที่ยืนยันทิศทางการทำงานในภาพใหญ่หรือการกำกับแนวทางในระดับยุทธศาสตร์ที่ควรจะเป็นครับ จากข่าวสารที่รับรู้กันในวงกว้างแล้วว่า ท่าทีเหล่านี้เป็นการตอบสนองต่อคำพูดของเสนาธิการทหารบก ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กอ.รมน. โดยตำแหน่ง ในระหว่างการลงพื้นที่หลังเหตุการณ์ความรุนแรงที่ตันหยงมัสและ สภ.ตันหยง จ.นราธิวาส ก่อนหน้านั้น โดยเฉพาะประเด็นที่มุ่งส่งสัญญาณในการไล่ล่าผู้ก่อเหตุทั้งในและต่างประเทศ “ถึงเวลาที่เราจะเป็นผู้ล่าบ้างแล้ว” คำพูดลักษณะนี้ของผู้นำหน่วยไม่ใช่ไม่เคยมีมาก่อน ทุกท่านคงจำท่าทีที่แข็งกร้าวของแม่ทัพภาคที่ 4 (ผอ.รมน.ภาค 4 สน. โดยตำแหน่ง) เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา “ถ้าเป็นผมไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ” ที่แม้สาระสำคัญจะเป็นการปฏิเสธความเกี่ยวข้องของหน่วยงานกับการลอบสังหาร ส.ส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ แต่ก็ส่งสัญญาณในเชิงลบต่อการแก้ไขปัญหาโดยภาพรวม รวมไปถึงกระทบกระเทือนต่อความรู้สึกนึกคิดของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ อันที่จริง การไล่ล่า ปิดล้อม ตรวจค้น และใช้กำลัง (หรือตามถ้อยคำทางการคือ “การบังคับใช้กฎหมาย”) เพื่อสังหารบุคคลที่เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นสมาชิกบีอาร์เอ็นนั้นมีมาโดยตลอดครับ แต่การปฏิบัติเช่นนี้ยังจำกัดความสำเร็จเอาไว้เพียงในระดับยุทธวิธีเท่านั้น ผมไม่แน่ใจว่าได้มีการประเมินผลกระทบในระดับยุทธศาสตร์อย่างจริงจังและตรงไปตรงมาหรือยัง?
ในสงครามต่อต้านการก่อความไม่สงบ (COIN หรือ ปปส.) การลดกำลังรบของฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบนั้นไม่ได้นับคำนวณกันเป็นยอดตัวเลขแบบทื่อๆครับ เพราะสถานการณ์ที่เราเจอเป็นความขัดแย้งทางการเมืองที่ไม่ใช่แค่มวลชนเท่านั้นที่ต้องช่วงชิง หากแต่เป็นความชอบธรรมทางการเมืองด้วย เรื่องใหญ่ที่ต้องประเมินก็คือการส่งสัญญาณของผู้นำหน่วยติดอาวุธเช่นนี้ จะส่งผลอย่างไรต่อการตัดสินใจใช้กำลังของหน่วยงานที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชา จะมีส่วนกำหนดแนวทางปฏิบัติของบรรดาหน่วยต่าง ๆ ที่ขึ้นทางยุทธการต่อ กอ.รมน. และ ทบ. (รวมถึง ทร.ด้วย) อย่างไร ที่สำคัญก็คือ มันขัดและฝืนต่อทิศทางที่รัฐบาลและองคาพยพของรัฐในภาคส่วนต่าง ๆ กำลังทำอยู่หรือไม่ และอย่างไร การใช้กำลังนั้นต้องใช้ต้นทุนในทางการเมืองสูงครับ มีความเสี่ยงที่จะกระทบต่อความเชื่อมั่นไว้วางใจและการสนับสนุนของประชาชนที่ต้องมีก…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



