ปรับโครงสร้างพลังงานครั้งใหญ่…กำหนดอนาคตประเทศไทย!!
อัปเดตเมื่อ: 29 กรกฎาคม 2569 เวลา 09:47อ่าน 3 นาที

ที่ผ่านมา เวลาพูดถึงพลังงาน คนส่วนใหญ่มักถามเพียงว่า “เมื่อไรค่าไฟจะลด” หรือ “น้ำมันจะถูกลงหรือไม่” แต่คำถามที่ใหญ่กว่านั้นคือ หากประเทศไทยยังมีต้นทุนพลังงานสูงกว่าประเทศคู่แข่ง
อ่านข่าวในหมวด ธุรกิจ เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
เราจะดึงดูดการลงทุนใหม่ได้อย่างไร และเศรษฐกิจไทยจะเติบโตจากอะไร ในวันที่การบริโภคภายในประเทศยังถูกกดดันจากหนี้ครัวเรือน การใช้จ่ายภาครัฐก็มีข้อจำกัด
เครื่องยนต์สำคัญที่เหลืออยู่คือการลงทุนและการส่งออก ซึ่งล้วนต้องการพลังงานที่ “ราคาแข่งขันได้ มีความมั่นคง และเป็นพลังงานสะอาด”
รายละเอียดเพิ่มเติม
นี่จึงเป็นเหตุผลที่กระทรวงพลังงานกำลังเดินหน้าปรับโครงสร้างพลังงานครั้งใหญ่ ประเด็นแรก คือ “การแก้ต้นตอของค่าไฟแพง” ไม่ใช่เพียงลดค่าไฟเป็นครั้งคราว แต่พยายามลด “ต้นทุนของระบบ”
ทั้งการทบทวนกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองที่สูงเกินความจำเป็น (Overbuilt) ทำให้ต้องแบกรับค่าความพร้อมจ่าย (ค่า AP) การตรวจสอบสัญญารับซื้อไฟฟ้าที่มีต้นทุนสูง (Adder)
และกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ที่มีสัญญาบังคับซื้อ(Must Take) รวมถึงการแยกบัญชีค่าไฟทางสาธารณะออกจากบิลค่าไฟประชาชน
สถานการณ์ล่าสุด
ทั้งหมดนี้คือการออกแบบอัตราค่าไฟฟ้าให้สะท้อนต้นทุนที่เป็นธรรมมากขึ้น หากทำสำเร็จ ประชาชนจะไม่ได้เห็นเพียงค่าไฟที่ลดลงในระยะสั้น แต่จะได้ระบบไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ เป็นธรรม
และแข่งขันได้ในระยะยาว อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือแนวคิด “ลดค่าไฟฟ้าแบบมุ่งเป้า” แทนที่จะลดค่าไฟเท่ากันทุกคน กระทรวงพลังงานเสนอให้ความช่วยเหลือไปยังครัวเรือนก่อน
เพราะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพมากที่สุด โดยผู้ใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือนในช่วง 200 หน่วยแรก จะเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์สูงสุด แนวคิดนี้คล้ายหลักการของนโยบายสวัสดิการยุคใหม่
มุมมองและผลกระทบ
ที่ใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ มากกว่าการอุดหนุนแบบหว่านแหเดิมๆ ขณะเดียวกัน การเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์บนหลังคาประชาชนในอัตรา 2.20 บาท/หน่วย พร้อมขยายโควต้ารับซื้อจากเดิม
90 เมกะวัตต์ เป็น 500 เมกะวัตต์ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่เปลี่ยนจากระบบรวมศูนย์ (Centralized) ไปสู่ระบบเปิดกว้าง และมีการแข่งขันมากขึ้น เพราะทำให้ประชาชนไม่ใช่เพียง “ ผู้ใช้ไฟ”
แต่สามารถเป็น “ผู้ผลิตไฟฟ้า” ที่เปิดโอกาสให้มีรายได้จากพลังงานสะอาดของตนเอง ในมิติของน้ำมัน ซึ่งประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบสูงกว่า 90%
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
แนวทางของกระทรวงพลังงานช่วงวิกฤตราคาพลังงานโลกก็สะท้อนความพยายามลดภาระประชาชนโดยไม่สร้างภาระการคลังเพิ่ม ทั้งการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างระมัดระวัง
การหลีกเลี่ยงการใช้เงินภาษีอุดหนุน การเจรจานำเงินจากโรงกลั่นมาช่วยลด รวมถึงการสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ อย่าง B20 และ E20 ซึ่งมีส่วนต่างถูกกว่าน้ำมันพื้นฐานประมาณ 5 บาท/ลิตร
เพื่อช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบ ลดต้นทุนภาคขนส่ง และภาคเกษตร โดยพบว่าปัจจุบันการใช้ B20 เพิ่มขึ้นแตะประมาณ 6 ล้านลิตรต่อวัน หรือคิดเป็น 10-15% ของการใช้ดีเซลทั้งประเทศ
อีกด้านหนึ่งที่ไม่อาจมองข้าม คือการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ซึ่งกำลังกล…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



