‘เอ็ดดี้ อัษฎางค์’ วิเคราะห์ใครอันตรายกว่ากัน ส้มรื้อราก-น้ำเงินรวบอำนาจ
อัปเดตเมื่อ: 27 กรกฎาคม 2569 เวลา 18:17อ่าน 3 นาที

27 กรกฎาคม 2569 - นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊กเผยแพร่บทความเรื่อง "ใครอันตรายกว่ากัน" ส้มรื้อราก น้ำเงินรวบอำนาจ มีเนื้อหาดังนี้
ประเด็นสำคัญ
การเมืองไทยในวันนี้ดูเหมือนกำลังบีบให้ประชาชนเลือกอยู่ระหว่างความเสี่ยงสองแบบ ด้านหนึ่งคือฝ่ายการเมืองที่เสนอการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ กองทัพ ระบบความมั่นคง
การกระจายอำนาจ องค์กรอิสระ ไปจนถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ อีกด้านหนึ่งคือการเมืองแบบเครือข่ายอำนาจ ซึ่งอาจไม่ได้ประกาศว่าจะรื้อโครงสร้างเดิม
รายละเอียดเพิ่มเติม
แต่ถูกตั้งคำถามว่าอาจใช้อำนาจ เงิน ความสัมพันธ์ และระบบอุปถัมภ์ เข้าไปครอบงำกลไกของรัฐจากภายใน ข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567
จึงไม่ได้สำคัญเฉพาะในฐานะคดีทุจริตเลือกตั้ง หากข้อกล่าวหาได้รับการพิสูจน์ สิ่งที่เกิดขึ้นอาจหมายถึงความพยายามสร้างบล็อกอำนาจในสถาบันที่มีบทบาทต่อการออกกฎหมาย การแก้รัฐธรรมนูญ
และการเห็นชอบบุคคลที่จะเข้าไปทำหน้าที่ในองค์กรตรวจสอบสำคัญของประเทศ นี่คือเหตุผลที่ประชาชนจำนวนหนึ่งรู้สึกเหมือนกำลังถูกบีบให้เลือกระหว่าง ฝ่ายที่ถูกมองว่าอาจรื้อโครงสร้างประเทศ
สถานการณ์ล่าสุด
กับฝ่ายที่ถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจเครือข่ายครอบระบบ แต่คำถามสำคัญคือ เรามีเพียงสองทางเลือกนี้จริงหรือไม่ และในกรณีที่ใช้เกณฑ์ว่า
“ฝ่ายใดอาจสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างและความต่อเนื่องของระบอบได้ลึกกว่า” ขั้วพรรคส้มมีความเสี่ยงสูงกว่า ทำไมขั้วพรรคส้มอาจอันตรายกว่า 1. ขั้วเครือข่ายอำนาจต้องการ “ครอบครองระบบ”
แต่ขั้วพรรคส้มต้องการ “ออกแบบระบบใหม่” ฝ่ายที่ถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจเครือข่าย หากข้อกล่าวหาเป็นจริง ย่อมเป็นอันตราย เพราะอาจใช้เงิน ระบบอุปถัมภ์
มุมมองและผลกระทบ
และการจัดตั้งคะแนนเพื่อครอบงำวุฒิสภาและองค์กรตรวจสอบ แต่โดยธรรมชาติ เครือข่ายเช่นนี้ยังต้องอาศัยระบบเดิมเพื่อรักษาอำนาจ มันจึงมีลักษณะเป็น “ปรสิตของระบบ” คือเกาะกิน บิดเบือน
และแสวงหาประโยชน์จากโครงสร้างที่มีอยู่ โดยไม่ได้จำเป็นต้องล้มเลิกโครงสร้างนั้น ส่วนพรรคประชาชนประกาศอย่างเป็นทางการว่าต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ทบทวนการมีอยู่ของวุฒิสภาหรือเปลี่ยนที่มา ยกเครื่องศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
และกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง นี่ไม่ใช่การเปลี่ยนนโยบายรายเรื่อง แต่เป็นการเปลี่ยน สถาปัตยกรรมอำนาจของรัฐ หลายส่วนพร้อมกัน 2.
ความเสียหายของการยึดกลไกยังเป็นการบิดเบือนระบบ แต่การเปลี่ยนแกนระบอบอาจย้อนกลับยากกว่า การฮั้ว การซื้อเสียง การครอบงำองค์กรอิสระ หรือการใช้อำนาจเครือข่ายเป็นความเสียหายร้ายแรง
แต่ในทางหลักการยังสามารถจัดการได้ด้วยการสอบสวนเส้นทางเงิน เพิกถอนผู้ได้ตำแหน่งโดยมิชอบ ลงโทษผู้สั่งการ แก้กติกา และรื้อเครือข่าย ส่วนการเปลี่ยนรัฐธรรมนูญ ระบบสภา
โครงสร้างองค์กรอิสระ ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันทางการเมือง และบทบาทของสถาบันหลัก หากเกิดขึ้นพร้อมกันและได้รับการทำ…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ไทยโพสต์



