ยกเครื่อง พ.ร.บ.อาวุธปืน เร่งอุดช่องโหว่ สกัดโศกนาฏกรรมซ้ำ
อัปเดตเมื่อ: 14 สิงหาคม 2569 เวลา 12:00อ่าน 3 นาที

พ.ร.บ.อาวุธปืน – หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ได้กลายเป็นแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์
ประเด็นสำคัญ
และจุดชนวนให้เกิดการสังคายนามาตรการควบคุม “อาวุธปืน” อย่างจริงจัง โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ได้ออกคำสั่งเด็ดขาดให้ปฏิรูปและแก้ไขพระราชบัญญัติอาวุธปืน พ.ศ.2490 ที่ใช้บังคับมานานกว่า 79 ปี ซึ่งจากประเด็นการยกเครื่องกฎหมายดังกล่าว
รายละเอียดเพิ่มเติม
นักวิชาการด้านนิติศาสตร์ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นและมุมมองทางกฎหมายไว้ดังนี้ ตรีเนตร สาระพงษ์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ทุกครั้งที่สังคมไทยเกิดเหตุโศกนาฏกรรมหรือความรุนแรงจากอาวุธปืน ฉากทัศน์เดิมๆ ทางการเมืองมักจะวนกลับมาเสมอ จุดอ่อนสำคัญของระบบเดิม คือสถาปัตยกรรมทางกฎหมายที่ล้าสมัย พระราชบัญญัติ
(พ.ร.บ.)อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ในวันที่กฎหมายถือกำเนิด โลกยังไม่มีอินเตอร์เน็ต ไม่มีตลาดมืดออนไลน์
สถานการณ์ล่าสุด
ไม่มีการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล แน่นอนว่ากฎหมายที่ถูกออกแบบในโลกหนึ่งกำลังถูกนำมาใช้ควบคุมพฤติกรรมในอีกโลกหนึ่งที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
ขณะที่ระบบข้อมูลของรัฐเองก็ยังไม่ได้เชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ เพราะกฎหมายไทยมีระบบตรวจสอบคุณสมบัติผู้ขอใบอนุญาต แต่ปัญหาคือระบบของเรายังมีลักษณะตรวจครั้งเดียวแล้วจบ
เมื่อได้รับใบอนุญาตมีและใช้อาวุธปืน หรือ ป.4 แล้ว กระบวนการหลังจากนั้นก็จะเดินเข้าสู่มุมมืดที่รัฐมองไม่เห็น ผู้ขออนุญาตอาจไม่มีประวัติอาชญากรรม
มุมมองและผลกระทบ
แต่วันข้างหน้าอาจมีคดีความรุนแรงในครอบครัว หรือมีพฤติกรรมข่มขู่ หรือมีปัญหาการใช้สารเสพติด หรืออาจมีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เผยเกิดขึ้นในวันที่ยื่นใบอนุญาต
และนี่อาจมีเหตุผลเพียงพอที่จะต้องเปลี่ยนจากการตรวจคุณสมบัติ ณ วันที่ขอ ไปสู่การบริหารความเสี่ยงตลอดอายุการครอบครองปืน ต้องเปลี่ยนวิธีมองจากการกำกับด้วยกฎเกณฑ์
ไปสู่การกำกับบนฐานความเสี่ยง จากการตรวจว่าทำตามช่องในแบบฟอร์มหรือไม่ ไปสู่การถามว่าความเสี่ยงของบุคคลนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
เพราะกฎหมายที่ดีไม่ควรเป็นเพียงกำแพงที่สร้างขึ้นเพื่อป้องกันปัญหา แต่ต้องเป็นระบบเตือนภัยที่สามารถทำงานก่อนปัญหาจะเกิดขึ้น หากมองหาบทเรียนในต่างประเทศจะพบว่าออสเตรเลีย
หลังเหตุกราดยิงที่พอร์ตอาร์เธอร์ในปี 2539 ได้เปลี่ยนจากแนวคิดว่าการมีปืนเป็นเรื่องที่รัฐต้องยอมรับ
ไปสู่การครอบครองอาวุธปืนเป็นสิทธิพิเศษที่เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขของความปลอดภัยสาธารณะ ผู้ขออนุญาตต้องแสดงเหตุผลอันชอบด้วยกฎหมายในการครอบครอง
และไม่ถือว่าการป้องกันตัวเป็นเหตุผลทั่วไปที่เพียงพอสำหรับการมีปืน ขณะเดียวกันยังมีมาตรการควบคุมอาวุธบางประเภทอย่างเข้มงวด และดำเนินโครงการรับซื้อคืนอาวุธปืนจากประชาชนในวงกว้าง
บทเรียนสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การลอกกฎหมายออสเตรเลียมาใช้กับประเทศไทย เพราะบริบทที่แตกต่างกัน แต่อยู่ที่กา…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



