ควันที่มองไม่เห็น ทำร้ายคนที่รักที่สุด ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ “บ้าน” ต้องปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า
อัปเดตเมื่อ: 18 สิงหาคม 2569 เวลา 10:00อ่าน 3 นาที

หลายคนเชื่อว่าบ้านคือพื้นที่ปลอดภัย ที่ใครจะทำอะไรในรั้วบ้านของตัวเองก็ควรเป็นสิทธิ์ที่ไม่มีใครก้าวก่าย แต่คำถามที่ชวนให้ฉุกคิดก็คือ เมื่อบ้านหนึ่งหลังมีสมาชิกอยู่ร่วมกันหลายคน
ประเด็นสำคัญ
ควันบุหรี่ที่ลอยอยู่ในอากาศจะยังนับเป็น “เรื่องส่วนตัว” ได้อยู่หรือไม่ ในเมื่อผู้ที่สูดควันเข้าไปอาจไม่ใช่คนที่เลือกจะสูบเอง แต่เป็นลูกเล็ก คนชรา
หรือคนท้องที่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหายใจร่วมชายคาเดียวกัน คำถามนี้กลายเป็นแกนกลางของเวทีเสวนาสื่อมวลชนล่าสุด ภายใต้หัวข้อ
รายละเอียดเพิ่มเติม
“ถึงเวลาแล้วหรือยังที่บ้านต้องปลอดควันบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า” ซึ่งรวบรวมแพทย์ นักวิชาการ ผู้กำหนดนโยบาย และคนทำงานด้านครอบครัว
มาร่วมฉายภาพปัญหาที่ซุกซ่อนอยู่หลังประตูบ้านของคนไทยจำนวนมาก นายแพทย์ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิูธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เปิดประเด็นด้วยคำถามว่า
เหตุใดสังคมไทยจึงควรสร้างค่านิยมไม่สูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในบ้าน โดยชี้ให้เห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ทั้งกรณีควันบุหรี่จากบ้านหนึ่งลอยเข้าไปรบกวนอีกบ้าน
สถานการณ์ล่าสุด
หรือคนขับรถที่สูบบุหรี่แล้วเขี่ยเถ้าออกนอกรถจนสะเก็ดไฟปลิวไปโดนผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ที่สัญจรอยู่ใกล้เคียง สะท้อนว่าผลกระทบของควันบุหรี่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้สูบเท่านั้น
หมอประกิตยกตัวอย่างต่างประเทศให้เห็นแนวโน้มของโลก อย่างสหรัฐอเมริกาที่หลังมีการประกาศเตือนภัยบุหรี่ต่อโรคมะเร็งปอดและโรคเรื้อรังต่างๆ ในช่วงปี 2553-2554
ค่านิยมไม่สูบบุหรี่ในบ้านเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ บางรัฐสูงถึงร้อยละ 90 ขณะที่ออสเตรเลียถือเป็นประเทศแนวหน้าของโลกในเรื่องนี้ ส่วนเยอรมนี แม้อัตราการสูบบุหรี่โดยรวมจะสูง
มุมมองและผลกระทบ
แต่วัฒนธรรมไม่สูบบุหรี่ในบ้านกลับแข็งแรง สูงถึงร้อยละ 75 องค์การอนามัยโลกเองก็รณรงค์ไม่ให้เยาวชนสูบบุหรี่ โดยชี้ว่าพ่อแม่ที่สูบบุหรี่มีส่วนเพิ่มความเสี่ยงให้ลูกติดบุหรี่ตามไปด้วย
ขณะที่การห้ามสูบบุหรี่ในบ้านช่วยลดโอกาสที่ลูกจะติดบุหรี่ลงได้อย่างชัดเจน สำหรับประเทศไทย ผลสำรวจเมื่อปี 2554 พบว่าหากบ้านห้ามสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด
วัยรุ่นมีแนวโน้มจะไม่สูบบุหรี่สูงถึงร้อยละ 78 แต่ในความเป็นจริง ข้อมูลปี 2564 กลับพบว่าคนไทยยังได้รับควันบุหรี่มือสองในบ้านตัวเองถึงร้อยละ 23.7 และในจำนวนบ้านที่มีควันบุหรี่นั้น
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
มีผู้สูบบุหรี่อยู่ในบ้านจริงถึงร้อยละ 48.8 ที่น่าสนใจคือ ผู้ที่สูบบุหรี่ในบ้านมากที่สุดคือหัวหน้าครอบครัว สูงถึงร้อยละ 76.7 สะท้อนเรื่องอำนาจภายในบ้าน ตามมาด้วยกลุ่มบุตรที่ร้อยละ
12.2 หมอประกิตสรุปว่าประโยชน์ของบ้านปลอดบุหรี่มีอย่างน้อยสามด้าน คือคนในบ้านไม่ต้องรับควันบุหรี่ ลดโอกาสที่ลูกจะติดบุหรี่ในอนาคต
และผู้สูบเองก็มีแนวโน้มจะเลิกบุหรี่ได้สำเร็จมากกว่าเมื่ออยู่ในบ้านที่ไม่อนุญาตให้สูบ ภัยเงียบจากบุหรี่มือสามที่มองไม่เห็น ด้าน รศ.พญ หฤทัย กมลาภรณ์ หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบหายใจ
กุมารแพทย์โรคระบบการหายใจ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายให้เห็นภัยเงียบที่มากกว่าที่คนทั่ว…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



