ชาวปากมูลเตรียมเคลื่อนขบวนเข้ากรุงทวงสัญญารัฐ จี้ฟื้นฟูระบบนิเวศเปิดประตูตลอดปี
อัปเดตเมื่อ: 4 สิงหาคม 2569 เวลา 20:35อ่าน 3 นาที

ชาวปากมูลเตรียมเคลื่อนขบวนเข้ากรุงทวงสัญญารัฐ-จี้ฟื้นฟูระบบนิเวศเปิดประตูตลอดปี-นักวิชการเสนอปลดระวางเขื่อนปากมูล 4 สิงหาคม 2569 - น.ส.สดใส สร่างโศรก
ประเด็นสำคัญ
ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนจับตาน้ำท่วมอุบล-เขื่อนแม่น้ำโขง เปิดเผยว่า ภายหลังการจัดงานเทศกาลกินปลาของชาวปากมูลในวันที่ 8 สิงหาคม 2568 ชาวบ้านในนามสมัชชาคนจน
จะเดินทางเข้ากรุงเทพฯเพื่อติดตามข้อเสนอในประเด็นปัญหาต่างๆ ซึ่ง 1 ในนั้นคือเรื่องการเยียวยาผลกระทบจากเขื่อนปากมูล และการผลักดันให้เปิดเขื่อนปากมูลตลอดปี
รายละเอียดเพิ่มเติม
หรืออย่างน้อยในช่วงเปิดเขื่อน 6-7 เดือนประจำทุกปี ควรเริ่มต้นเปิดเขื่อนตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นมาเพื่อให้ทันกับสถานการณ์ปลาอพยพในต้นฤดูฝน น.ส.สดใสกล่าวว่า
ตั้งแต่สร้างเขื่อนปากมูลมา 36 ปี เห็นได้ว่าไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเพราะการผลิตไฟฟ้าเขื่อนปากมูลแทบจะไม่มีผลต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ
ขณะที่การเปิดเขื่อนเดือนเมษายนเพียงเดือนเดียว ทำให้มีเงินหมุนเวียนด้านการท่องเที่ยวแก่งสะพือถึงเกือบ 300 ล้านบาท
สถานการณ์ล่าสุด
ดังนั้นหากมีการเปิดเขื่อนปากมูลตลอดทั้งปีจะช่วยสร้างมูลค่าด้านเศรษฐกิจมหาศาล “จริงๆแล้วเราอยากให้ทุกฝ่ายยึดวัตถุประสงค์ของมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)เป็นตัวตั้ง
ที่ระบุให้หน่วยงานราชการร่วมกันบรรเทาทุกให้ชาวบ้านปากมูลโดยเปิดเขื่อนปากมูลในช่วงที่ปลาอพยพมาวางไข่ มติ ครม.คารั้งนี้มักถูกโยกโย้น้ำไปอ้างโดยใช้เรื่องระดับน้ำเป็นเกณฑ์ ดังนั้นมติ
ครม.ควรมีความชัดเจนขึ้น ไม่เช่นนั้นชาวบ้านก็ต้องเหนื่อยกับการไปผลักดันให้เปิดประตูเขื่อนที่เปิดล่าช้าในทุกๆปี
มุมมองและผลกระทบ
แต่ความหวังสูงสุดของชาวบ้านคือการเปิดประตูเขื่อนปากมูลตลอดทั้งปี”น.ส.สดใส กล่าว น.ส.สดในกล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้เผยแพร่ข้อมูลว่าเด็กใน
จ.อุบลฯมีไอคิวที่ต่ำเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่น ซึ่งตนไม่แน่ใจว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องการกินปลาหรือไม่ เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
เด็กอุบลฯในหลายพื้นที่ขาดแคลนปลาเนื่องจากความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติได้ขาดหายไปนับตั้งแต่มีการสร้างเขื่อนปากมูล ขณะที่ ผศ.ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่าแม้จะมีการเปิดประตูเขื่อนปากมูลแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าชาวบ้านจะกลับไปหาปลาบริเวณหน้าเขื่อนได้ทันที
เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวยังไม่ใช่จุดที่เหมาะสมสำหรับการทำประมง และในช่วงที่มีการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าหรือปล่อยน้ำลงจากเขื่อนยังมีความเสี่ยงอันตรายต่อชาวประมง
โดยชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่ไม่ได้ยึดติดกับการหาปลาหน้าบ้าน แต่จะเคลื่อนย้ายไปตามเส้นทางอพยพของปลา ผศ.ดร.ไชยณรงค์ กล่าวว่า ในช่วงที่เขื่อนปิดประตู
ปลาอพยพจำนวนมากจะมาสะสมอยู่บริเวณท้ายเขื่อน เนื่องจากไม่สามารถผ่านขึ้นไปได้ แม้จะมีบันไดปลาโจนก็ตาม ทำให้ชาวประมงบางกลุ่มจับปลาได้บริเวณดังกล่าว
แต่ก็เป็นเพียงผลจากการที่ปลาถูกกีดขวาง ไม่ใช่ภาวะธรรมชาติของแม่น้ำ และปริมาณปลาก็ไม่อุดมสมบูรณ์เช่นในอดีตก่อนการสร้างเขื่อน นักวิชาการรานนี้ระบุอีกว่า ผลการศึกษา…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ไทยโพสต์



