"แคนาดา" ตอบโต้สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้า "ดอลลาร์ต่อดอลลาร์"
อัปเดตเมื่อ: 23 สิงหาคม 2569 เวลา 17:50อ่าน 2 นาที

วันนี้ (23 ส.ค.2569) มาร์ค คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ประกาศว่า แคนาดาจะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ แบบดอลลาร์ต่อดอลลาร์ หรือเก็บภาษีตอบโต้ในระดับใกล้เคียงกับมาตรการของสหรัฐฯ
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
โดยจะเริ่มมีผลวันที่ 8 ก.ย.นี้ ซึ่งจะครอบคลุมสินค้าหลายประเภท ทั้งเหล็ก ผลิตภัณฑ์นม เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรและอุปกรณ์การเกษตร
รวมถึงสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าอุปโภคบริโภคอีกหลายประเภท การประกาศดังกล่าวมีขึ้นหลังจากสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดาหลายรายการ ร้อยละ 50
รายละเอียดเพิ่มเติม
โดยเริ่มมีผลบังคับใช้แล้วเมื่อเที่ยงคืนของวันที่ 22 ส.ค.ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากทั้ง 2 ฝ่ายไม่สามารถบรรลุข้อตกลงการค้าร่วมกันได้
จนทำให้ผู้นำแคนาดาตัดสินใจระงับการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ผู้นำแคนาดา ระบุว่า ทีมเจรจาได้ทำหน้าที่ด้วยความสุจริตอย่างเต็มที่แล้วตลอดการเจรจา เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาวแคนาดา
แต่ความเปลี่ยนแปลงของข้อเสนอจากสหรัฐฯ ในนาทีสุดท้ายถือเป็นสิ่งที่ไม่ยุติธรรม ไม่คุ้มค่า รวมถึงทำให้ฝ่ายแคนาดาเคลือบแคลงสงสัยถึงความน่าเชื่อถือของข้อตกลงที่จะเกิดขึ้น
สถานการณ์ล่าสุด
การตัดสินใจของสหรัฐฯ คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสินค้าแคนาดามูลค่ามากถึง 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 660,000 ล้านบาท และกระทบสินค้าหลากหลายชนิด เช่น ไวน์ เบียร์ ผลิตภัณฑ์นม
ปูนซีเมนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และสิ่งทอ เป็นต้น แม้ว่าเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้าที่สหรัฐฯ ประกาศตั้งกำแพงภาษีรอบใหม่ต่อแคนาดา จะมีรายงานว่าทั้ง 2 ฝ่ายใกล้บรรลุข้อตกลงร่วมกัน
หลังจากเจรจามาแล้ว 3 วัน ก่อนหน้านี้ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ระบุว่า ไม่มีแผนที่จะกลับไปเจรจากับแคนาดา ซึ่งแคนาดาเป็นฝ่ายปฏิเสธที่จะบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ
มุมมองและผลกระทบ
ภายใต้เงื่อนไขที่ตกลงกันไว้เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมกล่าวเสริมว่าแคนาดาเพิ่งพลาดโอกาสการเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ ในฐานะประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในกลุ่ม G7 อ่านข่าว
"สหรัฐฯ" ต่อกร "อิหร่าน" เตรียมคว่ำบาตรหนักสุดในประวัติศาสตร์ 5 ชาติตะวันตก ประณาม "อิสราเอล" ขยายพื้นที่ตั้งถิ่นฐานใน "เวสต์แบงค์" โลกเจอ "เอลนีโญ" พ่นพิษ เผชิญวิกฤตภัยธรรมชาติ
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ไทยพีบีเอส



