ส.ส.ปชน. จี้ ศธ.ปิดช่องโหว่ความปลอดภัยโรงเรียน ชี้ประกาศไม่ครอบคลุม แนะออกเป็น พ.ร.บ.
อัปเดตเมื่อ: 11 สิงหาคม 2569 เวลา 19:28อ่าน 3 นาที

ส.ส.ปชน. จี้ ศธ.ยกระดับความปลอดภัยสถานศึกษา ชี้ประกาศยังมีข้อจำกัด-ช่องโหว่ แนะออกเป็น พ.ร.บ.ครอบคลุมทุกสังกัด เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม น.ส.ณัฐยา บุญภักดี ส.ส.บัญชีรายชื่อ
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
พรรคประชาชน กล่าวถึงประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องมาตรการความปลอดภัยของสถานศึกษา ภายหลังเหตุกราดยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ จ.นนทบุรี ว่า พรรคประชาชนชื่นชมการทำงานที่รวดเร็ว
และเห็นด้วยกับหลายมาตรการ โดยเฉพาะการพัฒนาครูแนะแนวให้ปฐมพยาบาลทางใจเบื้องต้น การซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ การกำหนดสิ่งเทียมอาวุธปืนเป็นสิ่งต้องห้าม และการลดความเสี่ยงพฤติกรรมเลียนแบบ
รายละเอียดเพิ่มเติม
น.ส.ณัฐยา กล่าวต่อว่า ประกาศดังกล่าวยังมี ข้อจำกัด 3 ประการและ 1 ช่องว่าง ได้แก่ 1.การสแกนเข้มก่อนเข้าสถานศึกษาอาจทำได้ยากในทางปฏิบัติ เนื่องจากข้อ 7 กำหนดให้ทุกคนแสดงตน ลงทะเบียน
และเปิดเผยสัมภาระ ขณะที่มีโรงเรียนที่มีนักเรียนตั้งแต่ 1,000 คนขึ้นไป 1,104 แห่ง เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษกว่า 2,500 คน จำนวน 308 แห่ง และโรงเรียนที่มีนักเรียนมากที่สุด 5,306 คน
จึงต้องชัดเจนว่าจะใช้เวลาตรวจเท่าใด บุคลากรกี่คน และใช้งบประมาณจากไหน ไม่เช่นนั้นภาระอาจตกกับครู หรือกลายเป็นเพียงพิธีกรรมที่ไม่เพิ่มความปลอดภัยจริง น.ส.ณัฐยา กล่าวอีกว่า
สถานการณ์ล่าสุด
2.ประกาศไม่ครอบคลุมสถานศึกษานอกสังกัด ศธ. เนื่องจากอาศัยอำนาจตามมาตรา 12 พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 ทำให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของ อปท.ราว 19,000 แห่ง
โรงเรียนสังกัด อปท. กทม. โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน และโรงเรียนสาธิตในสังกัด อว. ไม่อยู่ภายใต้ประกาศ อีกทั้งไม่มีสภาพบังคับหรือบทลงโทษ
พรรคประชาชนจึงเสนอให้ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยสถานศึกษาเป็น พ.ร.บ.เพื่อให้ครอบคลุมทุกสังกัดและมีผลบังคับใช้จริง น.ส.ณัฐยา กล่าวอีกว่า 3.ควรเติมแนวปฏิบัติ 3 เรื่องทันที
มุมมองและผลกระทบ
โดยไม่จำเป็นต้องแก้ประกาศทั้งฉบับ ได้แก่ทีมประเมินและช่วยเหลือประจำโรงเรียน กำหนดทีมอย่างน้อย 3-4 คน จากบุคลากรที่มีอยู่ เช่น รองผู้อำนวยการ ครูแนะแนว ครูประจำชั้น หรือนักจิตวิทยา
เพื่อประเมินกรณีพบอาวุธ การขู่ทำร้าย หรือการทำร้ายตัวเอง พร้อมจัดทำแผนช่วยเหลือเป็นลายลักษณ์อักษรและมีผู้รับผิดชอบรายกรณีจนเด็กได้รับการฟื้นฟูและกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ
น.ส.ณัฐยา กล่าวด้วยว่า ช่องทางแจ้งเหตุแบบนิรนาม เนื่องจากศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัยที่อยู่ในโรงเรียนอาจทำให้เด็กกังวลว่าจะถูกมองว่าเป็นผู้ฟ้องครู
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
ขณะที่การศึกษาเหตุโจมตีโรงเรียนในสหรัฐฯ 37 ครั้งพบว่า 81% มีคนรู้ล่วงหน้า ส่วนใหญ่เป็นเพื่อนนักเรียน แต่สัญญาณที่คนเห็นถึง 67% ไม่เคยถูกรายงาน
จึงเสนอให้เพิ่มช่องทางแจ้งเหตุแบบนิรนามผ่าน MOE Safety Center พร้อมกำหนดเวลาตอบกลับและบันทึกผลเพื่อปิดเรื่องทุกกรณี น.ส.ณัฐยา กล่าวต่อว่า เกณฑ์ซ้อมแผนที่ไม่สร้างบาดแผลทางใจ
ควรประกาศล่วงหน้า ห้ามใช้เสียงปืนปลอมหรือผู้แสดงเป็นคนร้ายกับนักเรียน และเน้นการฝึกผู้ใหญ่มากกว่านักเรียน หลังพบงานวิจัยว่าการซ้อมเสมือนจริงโดยไ…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



