“คนวิจารณ์การศึกษา คือคนมีสิทธิเลือก” ความพยายามลดเด็กหลุดจากระบบของเศรษฐา ทวีสิน
อัปเดตเมื่อ: 25 สิงหาคม 2569 เวลา 19:31อ่าน 3 นาที

หลายคนรู้จัก เศรษฐา ทวีสิน ผ่านบทบาทนักธุรกิจและอดีตนายกรัฐมนตรี แต่เมื่อบทสนทนาค่อยๆ พาไปถึงเรื่องความเหลื่อมล้ำและการศึกษา สิ่งที่เขาหยิบขึ้นมาเล่ากลับเป็นประสบการณ์เล็กๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก แต่มันคือจุดตั้งต้นของวิธีมองความแตกต่างรว่าเหตุใดบางคนจึงมีโอกาสมากกว่า และเหตุใดคนอีกกลุ่มหนึ่งจึงต้องใช้ชีวิตอยู่กับข้อจำกัดที่ตัวเองไม่ได้เป็นคนเลือก ประเด็นสำคัญ ก่อนปฏิรูปการศึกษา ต้องพาเด็กกลับเข้าระบบให้ได้ก่อน หน้าที่ของคนที่มีโอกาสมากกว่า?
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ถ้าถามว่าความรู้สึกเรื่อง ‘ความเหลื่อมล้ำ’ เริ่มต้นขึ้นเมื่อไร ภาพแรกที่ผุดขึ้นมาเป็นช่วงที่เขาเรียนอยู่โรงเรียนสาธิตประสานมิตรและมีเพื่อนร่วมชั้นจากครอบครัวหลายระดับ เด็กบางคนมาจากบ้านที่พอมีกำลัง ขณะที่บางคนเป็นลูกของเจ้าหน้าที่ในโรงเรียนซึ่งได้รับโอกาสให้เข้ามาเรียนร่วมกัน ในห้องเรียนทุกคนเป็นเพื่อนกัน เล่นฟุตบอลด้วยกัน เติบโตมาด้วยกัน และยังไม่ได้มองกันผ่านฐานะหรือสถานะทางสังคม แต่เมื่อถึงช่วงปิดเทอม ความแตกต่างของชีวิตกลับปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน เด็กบางคนได้เดินทางไปต่างประเทศ บางคนไปหัวหิน หรือได้ใช้เวลาพักผ่อนกับครอบครัวตามกำลังของแต่ละบ้าน ขณะที่เพื่อนอีกกลุ่มหนึ่งไม่ได้ไปไหนเลย สำหรับเศรษฐาในวัยนั้น ความแตกต่างอาจยังไม่มีคำอธิบายที่ซับซ้อน สิ่งที่ชัดกว่าคือความรู้สึกว่าคนที่เรียนห้องเดียวกัน เล่นด้วยกัน และเป็นเพื่อนกันมาตลอด กลับมีพื้นที่ในชีวิตไม่เท่ากัน “เราเล่นฟุตบอลด้วยกัน เราเติบโต เรียนห้องเดียวกัน ทำไมเขาไม่ได้รับส่วนตรงนี้ พอมันเป็นแบบนี้ผมเลยรู้ว่าผมไม่ชอบความเหลื่อมล้ำ ไม่ชอบความแตกต่าง ผมไม่อยากเห็นว่าผมมีดีกว่าคนอื่น แล้วคนอื่นไม่มีโอกาส ผมอึดอัด” เมื่อโตขึ้นคำตอบของคำถามในวัยเด็กก็ค่อยๆ ชัดขึ้นเอง ว่าสิ่งที่ทำให้เพื่อนบางคนไปไหนไม่ได้หรือไม่มีโอกาสแบบเดียวกับคนอื่น ไม่ได้เกี่ยวกับความสามารถหรือความพยายามของพวกเขา แต่เชื่อมโยงกับฐานะและเงื่อนไขของครอบครัวที่แต่ละคนเกิดมาเผชิญไม่เหมือนกัน และความแตกต่างเหล่านี้สามารถกำหนดทางเลือกในชีวิตได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ความรู้สึกไม่สบายใจกับความไม่เท่ากันยังปรากฏขึ้นอีกหลายครั้งเมื่อโตขึ้น เขาเล่าถึงช่วงสัปดาห์แรกๆ ที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ระหว่างลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต วันนั้นโต๊ะของนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และผู้ติดตามมีอาหารใต้หลายอย่าง ขณะที่โต๊ะของนักข่าวหรือเจ้าหน้าที่มีเพียงข้าวผัด ผลไม้ และอาหารที่เรียบง่ายกว่า ภาพดังกล่าวทำให้เขาตั้งคำถามทันทีว่าเหตุใดคนที่เดินทางมาทำงานร่วมกันจึงได้รับการจัดอาหารต่างกัน “ผมถามว่าทำไมเขาทานกันอย่างนั้น ผมเลยบอกว่าไม่เอาแล้วนะ ถ้าเกิดผมไปกับใคร ถ้าผมจะได้กิน 7 อย่าง แล้วมันไม่เท่ากับคนอื่นแบบนี้ ผมกิน 3 อย่างก็ได้ ถ้าเกิดมันเป็นปัญหาเรื่องบัดเจ็ต ผมไม่ชอบให้มันมีความเหลื่อมล้ำตรงนั้น” เขายังยกตัวอย่างถึงสมัยทำงานที่แสนสิริ ซึ่งการจัดอาหารกลางวันไม่ได้แบ่งสิทธิตามตำแหน่ง พนักงานระดับจูเนียร์หรือผู้บริหารสามารถเข้ามารับปร…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ เดอะสแตนดาร์ด



