คนละฝั่งกำแพง
อัปเดตเมื่อ: 11 สิงหาคม 2569 เวลา 00:04อ่าน 3 นาที

ช่วงนี้ดุกันจริงครับ ยิงกันเป็นว่าเล่น ราวกับว่าติดคุกวันสองวันก็ออกมาดูโลกภายนอก ต่างคนต่างจิตต่างใจต่างเหตุผล แต่การเอาชีวิตผู้อื่นไม่ใช่เรื่องน่ายกย่อง ไม่ใช่ฮีโร่ แสดงความเห็นใจได้ แต่ต้องแยกให้ออก ความไม่พอใจไม่ว่าจะถูกกระทำใดๆ มา ไม่อาจใช้เป็นเหตุผลไปคร่าชีวิตผู้อื่น หรือแม้กระทั่งคนในครอบครัว เห็นการแสดงออกตามสื่อโซเชียลของคนไทยทั้งกรณี โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี และกรณี ฉลอง เรี่ยวแรง พูดได้คำเดียวครับ ชาวเน็ตไทยอยู่ในขั้นวิกฤตของการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และการแยกแยะ คดียิงคนตายว่าไปแล้วไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก สอบสวนไปสักพักเดี๋ยวความจริงก็ปรากฏ แต่ที่ซับซ้อนจนชวนให้ปวดหัวคือ พวกที่เอาเฟกนิวส์มาโพสต์หวังยอดแชร์ยอดไลก์ แยกดีชั่วไม่ออก สรรเสริญฆาตกร เหยียบย่ำผู้เสียหาย เชื่อเป็นตุเป็นตะตามๆ กันไป!
มันมีอยู่จริงครับ และในปริมาณที่มากด้วย แล้วเรื่องการเมืองที่มีความซับซ้อนกว่าจะเป็นอย่างไร แค่เรื่อง “กำแพง” ก็ชนกันหัวขวิดแล้ว เห็นเป็นข่าวดรามาโยงกันอุตลุด ต้นเรื่องมาจาก “ไหม ศิริกัญญา” พรรคส้ม “...เหนื่อยเหมือนเป็นการเผาตัวเอง เพราะรู้สึกว่า 'สู้อย่างไรก็เหมือนสู้กับกำแพง เอายังไงก็เอามันไม่ลง' และรู้สึกหนักใจที่ไม่สามารถตอบประชาชนได้ว่าทำไมบางเรื่องถึงยังขับเคลื่อนไม่สำเร็จ...” มันเป็นกระแสข่าวร้อนแรงขึ้นมาเพราะ นายกฯ อนุทิน มืออยู่ไม่นิ่ง ไปโพสต์ข้อความว่า “...วิ่งหัวชนกำแพงทุกวัน แต่กำแพงก็ยังสูงขึ้น หนาขึ้น ถ้ายังคงวิ่งชนอยู่ มันก็เจ็บหัวอีก...” ก็เป็นเรื่องสิครับ พรรคพวกพรรคส้มเอาไปขยายความต่อกันครื้นเครง อัดเข้ามาทุกเรื่องตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ ประเด็นคือ กำแพง ในความหมายของ “ไหม” คืออะไร และเป็นกำแพงจากไหน ใครเป็นคนสร้าง ประเด็นถัดมาพรรคส้มขับเคลื่อนอะไรบ้างแล้วไม่สำเร็จ ที่ไม่สำเร็จเพราะอะไร “กำแพง” ที่พรรคส้มเอาไปขยายความคือ ปัญหาโครงสร้าง คอร์รัปชัน การฮั้ว สว. การโกงสอบราชการ โพสต์ของ “ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ” นั่นดุเดือดกว่าใคร “...เคยมีคนพูดไว้ว่า ผู้นำที่ล้มเหลว มักเป็นเพราะถูกล้อมรอบด้วย 'กำแพง กระจก และคนโกหก' ('surrounded by walls, mirrors, and liars') กำแพง ( walls) ที่สร้างขึ้นมาปิดกั้นหรือปฏิเสธความจริงให้ไปไม่ถึงหู กระจก ( mirrors) ที่สะท้อนให้เห็นเฉพาะสิ่งที่ตนอยากเห็น จนหลงเงาตนเอง คนโกหก ( liars) ที่เลือกประจบผู้นำด้วยทัศนคติ 'ดีครับนาย สบายครับผม เหมาะสมครับท่าน' เพื่อเอาตัวรอด ผู้นำบางคน อาจหลงคิดว่ากำแพงที่สูงและหนาขึ้นขององค์กรที่เครือข่ายเขาพยายามยึดกุม จะช่วยปกป้องให้เขาปลอดภัยและทำอะไรก็ไม่ผิด แต่หากกำแพงที่สูงและหนาขึ้นนั้น ยิ่งทำให้เขามองไม่เห็นความเดือดร้อนของประชาชน ทำให้เขาไม่ได้ยินข้อกังขาจากสังคม และทำให้เขาเลือกซ่อนตัวเองหลังกำแพงเพื่อหนีความรับผิดชอบต่อประชาชน ผมเชื่อว่าสักวันหนึ่ง กำแพงทั้งหมดนั้น จะพังทลายลงจากการสิ้นศรัทธาของประชาชน...” ถึงบรรทัดนี้ “กำแพง” ก็เริ่มไปไกล แต่ยังไม่ถึงกำแพงเมืองจีน หากพิจารณาตามค…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ไทยโพสต์



