เงินบาทแข็งค่า ดัชนีหุ้นไทยฟื้นตัวกลับมาได้บางส่วนช่วงท้ายสัปดาห์
อัปเดตเมื่อ: 1 สิงหาคม 2569 เวลา 11:37อ่าน 3 นาที

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยเงินบาทพลิกแข็งค่า แตะระดับแข็งค่าสุดในรอบกว่า 2 สัปดาห์ ขณะที่ดัชนีหุ้นไทยปิดต่ำกว่าสัปดาห์ก่อน แม้จะฟื้นตัวกลับมายืนเหนือ 1,600 จุดได้ในช่วงท้ายสัปดาห์ 1
อ่านข่าวในหมวด ธุรกิจ เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
ส.ค. 2569 – ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า เงินบาทแข็งค่าขึ้นสอดคล้องกับสกุลเงินอื่นในภูมิภาคและการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาทองคำในตลาดโลก สวนทางเงินดอลลาร์ฯ ที่เผชิญแรงขาย
หลังมีรายงานข่าวว่า สหรัฐฯ และอิหร่านระงับการโจมตีโต้ตอบกันเป็นการชั่วคราวในช่วงต้นสัปดาห์ นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ฯ ยังอ่อนค่าลงจากผลการประชุมเฟดล่าสุดซึ่งสะท้อนว่า
รายละเอียดเพิ่มเติม
เฟดอาจยังไม่รีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในรอบการประชุมใกล้ ๆ นี้ เพราะแม้ประธานเฟดจะแสดงท่าทีกังวลต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อ แต่ก็ระบุเพิ่มเติมว่า หากเงินเฟ้อสหรัฐฯ
ยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง อัตราดอกเบี้ยก็อาจเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่เฟดจะนำมาใช้ แต่ดอกเบี้ยอาจไม่ใช่คำตอบเดียวของการสกัดความเสี่ยงเงินเฟ้อ อนึ่ง ในการประชุมเมื่อ 28-29 ก.ค.
ที่ผ่านมา เฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่กรอบ 3.50-3.75% ตามเดิมและมีสมาชิก FOMC ถึง 3 รายที่โหวตให้ขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมรอบนี้ ทั้งนี้
สถานการณ์ล่าสุด
เงินบาทเพิ่มช่วงบวกได้ต่อเนื่องไปแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบกว่า 2 สัปดาห์ที่ 33.321 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงปลายสัปดาห์ ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ มีปัจจัยลบเพิ่มเติมจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ
ที่ออกมาอ่อนแอกว่าที่คาด สำหรับในวันศุกร์ที่ 31 ก.ค. 2569 เงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ 33.38 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 33.68 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (24 ก.ค.)
สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างสัปดาห์ 27-31 ก.ค. 2569 นั้น นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 112 ล้านบาท และมีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Inflows เข้าตลาดพันธบัตรไทยที่
มุมมองและผลกระทบ
10,283 ล้านบาท (ซื้อสุทธิพันธบัตร 11,190 ล้านบาท หักตราสารหนี้หมดอายุ 907.5 ล้านบาท) ขณะที่สัปดาห์ระหว่างวันที่ 3-7 ส.ค. 2569
ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ระดับ 33.00-33.80 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนก.ค. ของไทย
สถานการณ์ในตะวันออกกลาง และทิศทางฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ข้อมูลการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS)
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนมิ.ย. ดัชนี ISM/PMI ภาคการผลิตและภาคบริการ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราการว่างงานเดือนก.ค. นอกจากนี้ ตลาดยังรอติดตามดัชนี PMI
ภาคการผลิตและภาคบริการเดือนก.ค. ของญี่ปุ่น จีน ยูโรโซน และอังกฤษ รวมถึงตัวเลขการส่งออกเดือนก.ค. ของจีนด้วยเช่นกัน ด้าน SET index ร่วงลงแรงในช่วงต้นสัปดาห์ โดยเผชิญแรงกดดันหลัก ๆ
จากหุ้นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่แห่งหนึ่ง (เนื่องจากรายงานผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ออกมาต่ำกว่าคาด) ประกอบกับมีแรงขายหุ้นกลุ่มพลังงาน
เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกย่อตัวลงหลังจากม…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ไทยโพสต์



