ข้ามไปยังเนื้อหา

ผ่าวิกฤตน้ำมันแพง กับมุมมองการแทรกแซง ‘ค่าการกลั่น’ ที่หลายประเทศในสากลไม่เลือกทำ

อัปเดตเมื่อ: 17 สิงหาคม 2569 เวลา 07:00อ่าน 3 นาที

ผ่าวิกฤตน้ำมันแพง กับมุมมองการแทรกแซง ‘ค่าการกลั่น’ ที่หลายประเทศในสากลไม่เลือกทำ
แชร์ข่าวนี้

ต้องยอมรับว่าเมื่อเกิดวิกฤตความผันผวนของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก รัฐบาลทั่วโลกต่างเผชิญความกดดันอย่างหนักเนื่องจากเป็นผลกับราคาพลังงานในประเทศ และกระทบไปยังค่าครองชีพของประชาชนและอัตราเงินเฟ้อ แต่ทั้งนี้เครื่องมือและนโยบายที่แต่ละประเทศเลือกใช้ก็มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยในประเทศไทยเองมีแนวทางการดำเนินงานอยู่หลายด้าน แต่ที่ผ่านมาก็เกิดข้อถกเถียงและแรงกดดันทางการเมืองในการขอให้ 'ควบคุมค่าการกลั่น' (Gross Refining Margin : GRM) เมื่อค่าการกลั่นปรับตัวสูงขึ้น และอาจจะสวนทางกับประเทศส่วนใหญ่ในระดับสากลที่เลือกใช้กลไกการคลัง การปรับโครงสร้างภาษี หรือการดึงอุปทานสำรองออกมาใช้ โดยหลีกเลี่ยงการเข้าไปแทรกแซงโครงสร้างการกลั่นโดยตรง ทั้งนี้เมื่อนำมาตรการของประเทศไทยไปเปรียบเทียบกับต่างประเทศ เราจะเห็นความแตกต่างเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน โดยประเทศไทย เน้นการใช้ 'กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง' เข้ามาชดเชยราคาขายปลีกโดยตรง ควบคู่กับการปรับลดภาษีสรรพสามิต และเมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นมาก ๆ สังคมและภาครัฐมักจะมุ่งเป้าไปที่การขอความร่วมมือหรือหาวิธีการดึงกำไรจาก 'ค่าการกลั่น' ของโรงกลั่นน้ำมันกลับคืนมาช่วยเหลือ ขณะที่นานาชาติ (ยุโรป สหรัฐอเมริกา และเอเชียหลายประเทศ) เน้นการใช้ 'มาตรการทางการคลังโดยตรง' เช่น การตัดลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเป็นการชั่วคราว การแจกเงินคูปองช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายผู้มีรายได้น้อย ส่วนในฝั่งอุปทาน ประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำจะระบาย 'น้ำมันดิบสำรองทางยุทธศาสตร์' (SPR) ออกสู่ตลาดเพื่อเพิ่มอุปทานและกดราคาน้ำมันดิบให้ลดลงโดยตรง ด้วยเหตุนี้เองอาจจะเกิดคำถามที่ว่า เมื่อเกิดภาวะน้ำมันแพง แต่ประเทศต่าง ๆ ไม่เข้าไปบังคับลดค่าการกลั่น แล้วมีบริหารจัดการอย่างไร ?

โดยส่วนใหญ่รัฐบาลต่างประเทศใช้ 3 กลไกหลัก ได้แก่ 1. การจัดเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Profit Tax) ซึ่งในหลายประเทศในยุโรป เช่น ตาลี หากบริษัทพลังงานรวมถึงโรงกลั่นมีกำไรสุทธิพุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติจากวิกฤตพลังงาน รัฐบาลจะไม่ไปแทรกแซงกลไกราคาหน้าโรงกลั่น แต่จะปล่อยให้ราคาเป็นไปตามตลาด แล้วจึงใช้วิธี จัดเก็บภาษีจากกำไรสุทธิปลายปี นำเงินภาษีส่วนนั้นมากองไว้ในงบประมาณแผ่นดินเพื่อนำไปจ่ายชดเชยให้ประชาชน 2. การปล่อยให้สัญญาณราคาทำงานเพื่อเร่งการปรับตัว โดยประเทศพัฒนาแล้วหลายแห่งเลือกที่จะ ปล่อยให้ราคาน้ำมันขายปลีกปรับขึ้นตามจริงเพื่อสะท้อนกลไกตลาด แต่เข้าไปเยียวยาภาคส่วนที่เปราะบางแทน เพื่อให้สัญญาณราคา ทำหน้าที่กระตุ้นให้ภาคธุรกิจและประชาชนลดการบริโภคพลังงานที่ซ้ำซ้อน และเร่งเปลี่ยนไปใช้พลังงานทดแทนหรือรถยนต์ไฟฟ้า และ 3. การส่งเสริมให้โรงกลั่นเดินเครื่องเต็มกำลัง โดยรัฐบาลในหลายประเทศสนับสนุนให้โรงกลั่นเลื่อนการซ่อมบำรุงออกไป และเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิตเพื่อเพิ่มอุปทานน้ำมันสำเร็จรูปเข้าสู่ตลาด ซึ่งเป็นวิธีทางกลไกตลาดธรรมชาติที่ช่วยลดส่วนต่างค่าการกลั่นให้ต่ำลงเอง อย่างไรก็ตามหากมองว่าการลดค่าการกลั่นใช่คำตอบหรือไม่…

อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ไทยโพสต์

ถ้าชอบข่าวนี้ ช่วยแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วย
แหล่งข่าว: ไทยโพสต์ · ผ่าวิกฤตน้ำมันแพง กับมุมมองการแทรกแซง ‘ค่าการกลั่น’ ที่หลายประเทศในสากลไม่เลือกทำ
เลื่อนลงเพื่ออ่านข่าวถัดไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง