ต้องขอ ‘คารวะ’
อัปเดตเมื่อ: 12 สิงหาคม 2569 เวลา 00:03อ่าน 3 นาที

ผมน่ะเข้าใจแต่ “กำแพงประเพณี”.. บทเพลงที่ “คุณอาณัติ พุทธมาศ” ทั้งแต่งเอง-ขับขานเอง (นักเลงพอ) เมื่อหลายสิบปีก่อนนู้น โดยตัวเขาได้อธิบายด้วยภาษากวีที่งดงาม ลึกซึ้ง กินใจ ดังขึ้นต้นว่า.. “มันเป็นความเศร้าอย่างมหันต์ ที่เธอและฉัน ต้องมารักกันชาตินี้ เพราะความรักเราสองต้องมามี ม่านประเพณีเป็นกำแพงขวางกั้นอุรา.. ก่อนจะลงท้ายว่า.. “มันเป็นความเจ็บปวดรวดร้าว ที่เนาว์แนบใน หัวใจสองเราท่วมท้น หนทางรักเราสองต้องมืดมน เพราะไม่อาจโอน ประเพณีหลอมรวมกันได้” ซึ่งฟังแล้วก็เข้าใจว่าคุณอาณัติต้องการสะท้อนถึงความรักที่ไม่สมหวังและความเจ็บปวดรวดร้าวใจ จากอุปสรรคทาง “ศาสนา” ที่แตกต่างกัน!
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
และนี่..จะแต่งขึ้นจากชีวิตจริงของคุณอาณัติหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้ รู้แต่ว่าตัวเขาเป็นไทยมุสลิม เกิดที่อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง..ปักษ์ใต้บ้านผ๊ม!
ส่วน “กำแพง” ที่เขาพูดถึงกัน 2-3 วันนี้ ต้องบอกตามตรงว่าปัญญาน้อย ไม่รู้จริงๆ หมายถึงอะไร-อย่างไร อย่างคุณศิริกัญญา ตันสกุล ที่โพสต์.. “กำแพงที่หนาแต่กลวง สูงแต่เปราะบาง สักวันมันต้องล่มสลาย ดิฉันยอมเจ็บหัว ยอมวิ่งชนไปเรื่อยๆ เชื่อว่าวันหนึ่งมันต้องลงมาแน่ๆ” ไม่ทราบว่าคุณศิริกัญญาจะ “วิ่งชนให้ตัวเองยอมเจ็บหัว” ไปเพื่ออะไร ทำไมไม่ใช้ปัญญา ความรู้ ความสามารถที่มีทำลายกำแพงหนาแต่กลวงนั้นล่ะ..งงเด๊ะ!
รายละเอียดเพิ่มเติม
หรือ..ต่อมา คุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีโพสต์.. “วิ่งหัวชนกำแพงทุกวัน แต่กำแพงก็ยังสูงขึ้น หนาขึ้น ถ้ายังคงวิ่งชนอยู่ มันก็เจ็บหัวอีก” ก็เช่นกัน ไม่รู้อีกว่า คุณอนุทินที่ตำแหน่งเป็นถึง “ผู้นำประเทศ” จะโพสต์ลอยๆ ขึ้นมาทำไม แถมอธิบายอะไร-อย่างไรก็ไม่ได้.. “วิ่งหัวชนกำแพงทุกวัน แต่กำแพงก็ยังสูงขึ้น หนาขึ้น” จะมีด้วยเหรอ..งงสิ!
อย่างไรก็ตาม ก็เห็นจะต้องขอบคุณคุณวิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนซีไรต์ ที่ได้กรุณาอธิบายความให้ผู้รู้น้อยอย่างผมได้พอเห็นภาพ-เข้าใจใน “กำแพง” นี้.. “..คุณศิริกัญญาบอกว่าพวกตน “ชนกำแพง” ที่หมายถึงสถาบันหลักของชาติ ผมก็จะบอกว่าสิ่งที่พรรคส้มและลิ่วล้อชนอยู่นั้นไม่ใช่กำแพง แต่เป็น “กะลา” และไม่ใช่กะลาของคนอื่น แต่เป็นกะลาที่พวกตนสร้างขึ้นครอบกันเอง กะลาที่ว่านี้คือ “กะลาของตัณหา มานะ ทิฏฐิ” ที่เป็น “รากปัญหา” ความขัดแย้งกันของมนุษย์ และถีบมนุษย์ให้ออกไปเข่นฆ่าทำลายล้างกัน นับแต่มีมนุษย์ในยุคแรกแล้ว ผมอธิบายเองก็รู้สึกขัดเขิน จึงยกเอาคำอธิบายของ “สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์” องค์ปัจจุบัน ที่ผมเป็น FC มาตั้งแต่ในวัยหนุ่มมาอธิบาย... ท่านอธิบายว่า ตัณหา มานะ และทิฏฐิ คือกลุ่มกิเลสสำคัญ 3 ตัวที่เป็นตัวบงการพฤติกรรมและการกระทำของมนุษย์ เป็นรากเหง้าของความขัดแย้ง การแก่งแย่งชิงดี และปัญหาในสังคม โดยแต่ละตัวมีลักษณะและการแสดงออกที่แตกต่างกันดังนี้ ลักษณะของกิเลสทั้ง 3 ตัว ตัณหา คือ ความอยาก ความเห็นแก่ตัว และความอยากได้ผลประโยชน์เพื่อตัว มานะ คือ ความต้องการให้ตนเองเด่น อยากยิ่งใหญ่ และการถือตัวสำคัญ ทิฏฐิ คือ ความยึดมั่นถือมั่นในความเห็นหรืออุดมการณ์ขอ…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ไทยโพสต์



