งง สสจ.ตาก แถลงการณ์ทำลายกำลังใจคนสธ.ชายแดน เหมือนอยู่ตรงข้ามมนุษยธรรม-แห่ให้กำลังใจ หมอหนึ่ง
อัปเดตเมื่อ: 24 สิงหาคม 2569 เวลา 11:46อ่าน 3 นาที

อ.แหวว สงสัย สสจ.ตาก ออกแถลงการณ์ทำลายกำลังใจคนสาธารณสุขชายแดน-เสมือนประกาศจุดยืนคนละข้างกับ มนุษยธรรม-แทนที่จะใช้โอกาสอธิบบายพวกก่อกระแสชาตินิยม-สังคมแห่ส่งกำลังใจหนุน
ประเด็นสำคัญ
ผอ.ท่าสองยาง เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความคืบหน้ากรณีที่เด็กนักเรียน 13 คนจากศูนย์พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยการสู้รบบ้านแม่หละ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก
ถูกให้หยุดการเรียนในโรงเรียนบ้านขะเนจื้อ อ.แม่ระมาด จ.ตาก ซึ่งเป็นสถานศึกษาอยู่อยู่นอกค่ายผู้ลี้ภัย เนื่องจาก สพป.(สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา) เขต 2
รายละเอียดเพิ่มเติม
เห็นว่านักเรียนกลุ่มนี้มีสถานะบุคคลไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด โดยเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ที่ผ่านมา สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด(สสจ.)ตากได้ออกแถลงการณ์สืบหาข้อเท็จจริงภายหลังจากที่
นพ.ธวัชชัย ยิ่งทวีศักดิ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล(รพ.)ท่าสองยาง จ.ตาก ได้ออกมาสนับสนุนผลักดันให้เด็กๆทั้ง 13 คนได้กลับเข้าเรียนในโรงเรียนขะเนจื้อ ล่าสุด รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา
สายสุนทร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า เมื่ออ่านแถลงการณ์ สสจ.ตาก ซึ่งในวรรคแรกของแถลงการณ์เล่าถึงหลักการของ สสจ.ตาก และชี้แจงว่า
สถานการณ์ล่าสุด
รพ.ในสังกัดมิใช่หน่วยงานที่มีอำนาจตัดสินใจในประเด็นการอนุญาตให้บุคคล (เด็ก) ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวเข้าศึกษาในสถานศึกษา รวมถึงการเดินทางเข้าออกพื้นที่พักพิง แล้วจบวรรคที่สาม
ซึ่งเป็นวรรคสุดท้ายว่า “ตามที่มีข่าว ผอ.รพ.ท่าสองยางจังหวัดตาก มีส่วนสนับสนุนผลักดันการศึกษาของเด็กในค่ายผู้ลี้ภัย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตากจะดำเนินการสืบหาข้อเท็จจริง
และหากพบว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด และไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะดำเนินการตามระเบียบราชการต่อไป” ทำให้รู้สึกสงสัยความเข้าใจใน “ปรัชญาสุขภาพ” ของผู้เขียนแถลงการณ์นี้อย่างมากมาย
มุมมองและผลกระทบ
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การสนับสนุนผลักดันการศึกษาจะเป็นการกระทำความผิดได้อย่างไร มีกฎหมายไทยที่ห้ามการสนับสนุนผลักดันการศึกษาด้วยหรือ
ก็เป็นที่เข้าใจว่า สิทธิในสุขภาพดีเป็นสิทธิมนุษยชนที่ผูกพันประเทศไทยเป็นลายลักษณ์อักษรมาอย่างน้อยตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2569 เป็นต้นมา โดยปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
พ.ศ.2491 ตามด้วยอนุสัญญาอีกหลายฉบับโดยเฉพาะ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก พ.ศ.2532 ซึ่งก็แปลความต่อไปได้อีกชัดๆ ว่า การเข้าไปสนับสนุนการศึกษาของเด็กต่างด้าวไม่ใช่ความผิด
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
เพราะกฎหมายระหว่างประเทศให้คุ้มครองเด็กทุกคน ไม่ว่าจะถือสัญชาติไทยหรือไม่ถือสัญชาติไทย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กล่าวว่า ที่น่าเศร้าใจก็คือ ผู้ร่างแถลงการณ์ฯ คงไม่ทราบว่า
ทั้งกฎหมายรัฐธรรมนูญของรัฐไทยและ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ก็กำหนดให้ทุกภาคส่วนในสังคมไทยต้องช่วยกันส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของเด็ก จึงพบว่า
ทุกโรงพยาบาลชุมชนของรัฐไทยก็มีหน่วยงานรับผิดชอบดูแลสุขภาพกายใจจิตวิญญาน รวมถึงสุขภาพสังคมเพื่อเด็ก โดยไม่คำนึงถึงสัญชาติ ในประเด็นการดูแลการศึกษาเพื่อเ…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



