ข้ามไปยังเนื้อหา

ไหมอีรี่ หนึ่งเดียวในภาคใต้ จากพระราชดำริสู่พระราชปณิธานที่สืบสาน ณ ศูนย์ศิลปาชีพภูเขาทอง จังหวัดนราธิวาส

อัปเดตเมื่อ: 18 สิงหาคม 2569 เวลา 08:54อ่าน 3 นาที

ไหมอีรี่ หนึ่งเดียวในภาคใต้ จากพระราชดำริสู่พระราชปณิธานที่สืบสาน   ณ ศูนย์ศิลปาชีพภูเขาทอง จังหวัดนราธิวาส
แชร์ข่าวนี้

กว่า 4 ทศวรรษที่ผ่านมา "ศูนย์ศิลปาชีพ" ทั่วประเทศได้ทำหน้าที่เป็นมากกว่าสถานที่ฝึกอาชีพ หากแต่เป็นพื้นที่แห่งโอกาสที่ช่วยเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของประชาชนจำนวนมาก ตามแนวพระราชดำริของ

อ่านข่าวในหมวด ไลฟ์สไตล์ เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper

ประเด็นสำคัญ

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีพระราชปณิธานในการสร้างงาน สร้างอาชีพ และอนุรักษ์ภูมิปัญญาหัตถศิลป์ไทยควบคู่กันไป

หนึ่งในพื้นที่ที่สะท้อนพระราชปณิธานดังกล่าวได้อย่างชัดเจน คือ ศูนย์ศิลปาชีพภูเขาทอง อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส

รายละเอียดเพิ่มเติม

ซึ่งเกิดขึ้นจากพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงพระราชทานโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ได้เรียนรู้การทอผ้าไหมและงานหัตถกรรมพื้นบ้าน

จนกลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้และความมั่นคงให้ครอบครัวมาจนถึงปัจจุบัน สมาชิกของศูนย์หลายคนเล่าว่า การได้ทำงานถวายเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปาชีพนับเป็นความภาคภูมิใจสูงสุด

เพราะไม่เพียงทำให้มีรายได้ แต่ยังทำให้ภูมิปัญญาการทอผ้าที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนยังคงได้รับการรักษาไว้ และส่งต่อไปยังคนรุ่นใหม่ พระราชดำริที่สร้างอาชีพ

สถานการณ์ล่าสุด

สร้างความหวังให้ชุมชนชายแดนใต้ ตลอดระยะเวลาหลายสิบปี ศูนย์ศิลปาชีพภูเขาทอง กลุ่มทอผ้าที่เกิดจากการรวมกลุ่มของผู้หญิงและครอบครัวในชุมชนที่ร่วมกันสร้างอาชีพจากงานหัตถกรรม

ภายใต้พระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากเดิมที่หลายครอบครัวมีรายได้ไม่แน่นอน

การเข้าร่วมโครงการศิลปาชีพทำให้สมาชิกมีอาชีพเสริมที่มั่นคง สามารถสร้างรายได้ควบคู่กับอาชีพหลัก พร้อมทั้งเกิดความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมสืบสานงานศิลป์พระราชทานให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทย

มุมมองและผลกระทบ

"ไหมอีรี่" หนึ่งเดียวในภาคใต้ เส้นใยแห่งอนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จุดเด่นสำคัญของศูนย์ศิลปาชีพภูเขาทอง คือการพัฒนาและทอ "ไหมอีรี่" (Eri Silk)

ซึ่งถือเป็นแหล่งผลิตไหมอีรี่ที่โดดเด่นแห่งเดียวในภาคใต้ ไหมอีรี่แตกต่างจากไหมหม่อนทั่วไป เพราะตัวหนอนกินใบมันสำปะหลังเป็นอาหาร สามารถเลี้ยงได้ภายในเวลาประมาณ 21 วัน

ก่อนเข้าระยะดักแด้และใช้เวลารวมเพียงประมาณ 30 วันก็สามารถนำเส้นใยมาปั่นและทอเป็นผืนผ้าได้ ความพิเศษของไหมอีรี่คือเป็น "Peace Silk" หรือ "Vegan Silk"

ข้อมูลจากแหล่งข่าว

เนื่องจากสามารถรอให้ผีเสื้อเจาะรังออกมาก่อน จึงนำรังไหมมาปั่นเส้นใยได้โดยไม่ต้องทำลายวงจรชีวิตของตัวไหม แตกต่างจากไหมหม่อนทั่วไป

ทำให้เป็นเส้นใยธรรมชาติที่ได้รับความสนใจจากนักออกแบบและผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนทั่วโลก เนื้อผ้าไหมอีรี่มีลักษณะหนานุ่ม ฟู เบา ระบายอากาศได้ดี ซึมซับความชื้นได้ดี

ให้สัมผัสคล้ายผ้าฝ้ายแต่มีความทนทานกว่า อีกทั้งยังย้อมติดสีธรรมชาติได้อย่างสวยงาม จึงเหมาะกับการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยหลากหลายรูปแบบ เสน่ห์ของสีธรรมชาติ

ภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น นอกจากการเลี้ยงไหมอีรี่แล้ว ศูนย์ศิลปาชีพภูเขาทอง จังหวัดนราธิวาส ยังเป็นแหล่งเรียนรู้การย้อมสีธรรมชาติที่มีชื่อเสียง

โดยใช้พืชท้องถิ่นสร้างเฉดสีที่เป็นเอกลักษณ์ อาทิ ดอกดาวเรือง ให้สีเ…

อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ไทยโพสต์

ถ้าชอบข่าวนี้ ช่วยแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วย
แหล่งข่าว: ไทยโพสต์ · ไหมอีรี่ หนึ่งเดียวในภาคใต้ จากพระราชดำริสู่พระราชปณิธานที่สืบสาน ณ ศูนย์ศิลปาชีพภูเขาทอง จังหวัดนราธิวาส
เลื่อนลงเพื่ออ่านข่าวถัดไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง