ข้ามไปยังเนื้อหา

เปิดงานวิจัย ควรออกแบบโรงเรียนอย่างไรเพื่อรับมือเหตุกราดยิง

อัปเดตเมื่อ: 9 สิงหาคม 2569 เวลา 18:24อ่าน 3 นาที

เปิดงานวิจัย ควรออกแบบโรงเรียนอย่างไรเพื่อรับมือเหตุกราดยิง
แชร์ข่าวนี้

รศ. ดร.สุปรีดี ฤทธิรงค์ รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ และอาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า

ประเด็นสำคัญ

จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในโรงเรียนจังหวัดนนทบุรี ทำให้มีการพูดถึงประเด็นความปลอดภัยในโรงเรียนกันมากขึ้น

ส่วนตัวในฐานะที่เคยทำวิจัยและเขียนบทความเกี่ยวกับการออกแบบอาคารเพื่อรับมือกับการก่อการร้าย (Terrorism) มาเป็นเวลากว่า 10 ปี

รายละเอียดเพิ่มเติม

และมีโอกาสเป็นที่ปรึกษางานวิจัยของนักศึกษาปริญญาโทชั้นปีที่ 1 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มธ. หัวข้อ ‘แนวทางการออกแบบและป้องกันสถานศึกษาระดับประถม

เพื่อลดความสูญเสียจากปัญหาปัจจัยความไม่ปลอดภัยที่เกิดจากบุคคลภายนอก’ เมื่อปี 2566

ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับการออกแบบอาคารสถานศึกษาเพื่อรองรับสถานการณ์ในรูปแบบการคุกคามเดี่ยวเพื่อก่อการร้ายหมู่ โดยเลือกโรงเรียนขนาดกลางที่มีนักเรียนไม่เกิน 1,000 คน มาเป็นกรณีศึกษา (Case

สถานการณ์ล่าสุด

Study) ในการวางแผนปรับปรุงพัฒนาอาคาร จึงขอนำสาระสำคัญจากงานวิจัยและประสบการณ์มาเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาในอนาคต แนวคิดหลังงานวิจัย ป้องกันจากรอบนอก-เพิ่มที่หลบซ่อนภายใน รศ.

ดร.สุปรีดี กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการออกแบบโรงเรียน คือความพยายามที่จะหน่วงเวลาผู้ก่อเหตุให้ได้มากที่สุด เพื่อลดความสูญเสีย ช่วยให้ผู้ประสบภัยมีเวลาหนีหรือซ่อนตัว

และรอคอยให้เจ้าหน้าที่เข้ามาควบคุมสถานการณ์ แม้งานวิจัยชิ้นนี้จะอ้างอิงทฤษฎีและกฎระเบียบการอพยพจากต่างประเทศ แต่ก็ได้นำมาปรับปรุงให้เข้ากับบริบทของโรงเรียนในประเทศไทย

มุมมองและผลกระทบ

โดยผ่านการเก็บข้อมูลและสอบถามความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิและบุคลากรไทยกว่า 20-30 คน สำหรับผลการศึกษาวิจัย แบ่งแนวทางการออกแบบโรงเรียนเพื่อรับมือกับผู้ก่อเหตุใน 2 ลักษณะ คือ

ผู้ก่อเหตุจากภายนอก (Outsiders) ซึ่งจะเน้นไปที่การป้องกันตั้งแต่ผังบริเวณรอบนอกอาคาร นับตั้งแต่การออกแบบรั้วให้ปีนเข้ามาได้ยาก และใช้มาตรการหน่วงเวลา เช่น

การจัดภูมิทัศน์ด้วยต้นไม้บางประเภท หรือการใช้คูน้ำ เพื่อให้ผู้ก่อเหตุเข้ามาได้ยากและหลบหนีได้ลำบาก ส่วนการวางผังอาคารจะเป็นแบบกระจายตัวห่างกัน (Cluster)

ข้อมูลจากแหล่งข่าว

เพื่อเพิ่มระยะห่างระหว่างอาคาร ซึ่งจะช่วยให้ผู้ก่อเหตุถูกมองเห็นได้ง่ายในพื้นที่โล่ง ทำให้ก่อเหตุได้ยากขึ้น ต่างจากอาคารที่ติดกันเกินไป ผู้ก่อเหตุจากภายใน (Insiders)

เนื่องจากเป็นคนในที่จะรู้เส้นทางและผังอาคารดีอยู่แล้ว จึงเน้นการออกแบบพื้นที่ภายในอาคาร โดยแบ่งเป็นระบบเชิงรุก (Active) ที่เน้นการหลบหนีและการเผชิญเหตุ เช่น

ออกแบบความสูงของอาคารและหน้าต่างให้สามารถกระโดดหนีได้ มีบันไดลิงฉุกเฉินและทางหนีไฟที่พร้อมใช้งาน ส่วนการต่อสู้ แม้จะเป็นวิธีที่ไม่แนะนำ

แต่หากจำเป็นก็สามารถใช้เฟอร์นิเจอร์หรือส่วนประกอบอาคาร เช่น การล้มตู้ทับ หรือการปิดล็อกห้องเพื่อขัดขวางผู้ก่อเหตุได้ ขณะที่ระบบเชิงรับ (Passive) จะเน้นการพรางตัวและซ่อนตัว

(Camouflage) เช่น การทำผนัง 2 ชั้น (Double Wall) บริเวณหลังกระดานเพื่อให้หลบซ่อนตัวได้,…

อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ เดอะสแตนดาร์ด

ถ้าชอบข่าวนี้ ช่วยแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วย
แหล่งข่าว: เดอะสแตนดาร์ด · เปิดงานวิจัย ควรออกแบบโรงเรียนอย่างไรเพื่อรับมือเหตุกราดยิง
เลื่อนลงเพื่ออ่านข่าวถัดไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง