สสส. นำทัพเครือข่ายลดเค็ม ดันนโยบายลดโซเดียม สกัดโรคไต – NCDs
อัปเดตเมื่อ: 5 สิงหาคม 2569 เวลา 17:45อ่าน 3 นาที

โรคไตเรื้อรังยังคงเป็นหนึ่งในปัญหาสาธารณสุขสำคัญของไทยที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น จากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีโซเดียมสูงและปัจจัยเสี่ยงจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหานี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส.
จึงร่วมกับเครือข่ายลดบริโภคเค็มและภาคีเครือข่าย ขับเคลื่อนมาตรการลดการบริโภคโซเดียมอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี
รายละเอียดเพิ่มเติม
ส่งเสริมการเข้าถึงอาหารทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ พัฒนานวัตกรรมและผลักดันมาตรการเชิงนโยบาย ลดปัจจัยเสี่ยงโรคไตและโรค NCDs ตั้งแต่ต้นทาง รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ อายุรแพทย์โรคไต
โรงพยาบาลรามาธิบดี และประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม กล่าวว่า แม้ปัจจุบันจะมีแนวทางการรักษาที่ช่วยชะลอการเสื่อมของไตได้ดีขึ้น แต่จำนวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยข้อมูลจากระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (Health Data Center: HDC) ของกระทรวงสาธารณสุข ปี 2569 พบผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง 1,321,111 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 175,928 คน
สถานการณ์ล่าสุด
แบ่งเป็นผู้ป่วยระยะที่ 3 จำนวน 634,289 คน ระยะที่ 4 จำนวน 167,244 คน และระยะที่ 5 ซึ่งต้องได้รับการล้างไตมากถึง 82,051 คน ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญมาจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น
โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และภาวะอ้วน ซึ่งสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคอาหารหวาน มัน เค็ม อาหารแปรรูปและอาหารแปรรูประดับสูง (Ultra-processed Foods: UPFs) เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง
การสูบบุหรี่ การใช้ยาหรือสารที่อาจส่งผลกระทบต่อไต รวมถึงการเข้าสู่สังคมสูงวัย “ประสบการณ์จากหลายประเทศทั่วโลกสะท้อนว่า
มุมมองและผลกระทบ
การให้ความรู้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการลดจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ จึงจำเป็นต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ ควบคู่กับการเพิ่มการเข้าถึงอาหารสุขภาพ
การจำกัดการตลาดและการเข้าถึงอาหารหวาน มัน เค็ม รวมถึงการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย พร้อมเสนอให้ประเทศไทยยกระดับจากการขอความร่วมมือไปสู่มาตรการทางกฎหมาย เช่น
การกำหนดค่าปริมาณโซเดียมสูงสุดในผลิตภัณฑ์อาหาร (Maximum Sodium Levels) และการจัดเก็บภาษีโซเดียม เช่นเดียวกับภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมน้ำตาล
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
เพื่อให้การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ การสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ และการรักษาดำเนินควบคู่กันอย่างมีประสิทธิภาพ” รศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าว รศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าวอีกว่า
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน ได้ร่วมขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ลดการบริโภคโซเดียมในประเทศไทย (SALTS) เพื่อสร้างความตระหนักและลดการบริโภคโซเดียมเกินของประชาชน
โดย สสส. และภาคีเครือข่าย ได้ดำเนิน “มาตรการชุมชนลดเค็ม” ในพื้นที่นำร่องกว่า 50 ชุมชน และเตรียมขยายผลอีกกว่า 100 ชุมชน ควบคู่กับการติดตามประเมินผลด้านสุขภาพ
แม้ปัจจุบันคนไทยยังบริโภคโซเดียมเฉลี่ย 3,650 มิลลิกรัมต่อวัน สูงกว่าคำแนะนำขององ…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



