ดร.พิพัฒน์ชี้ ตัวเลขเศรษฐกิจไทย ‘ชี้คนละทาง’ อุตสาหกรรมใหม่โตเร็วแต่ยังเล็ก แนะปรับ MPI ให้ทันโครงสร้างใหม่
อัปเดตเมื่อ: 22 สิงหาคม 2569 เวลา 13:17อ่าน 3 นาที

วันนี้ (22 สิงหาคม) ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว วิเคราะห์ความย้อนแย้งของตัวเลขเศรษฐกิจไทย
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
โดยระบุว่า ในปัจจุบันไม่มีตัวเลขใดเพียงตัวเดียวที่สามารถบอกภาพรวมทั้งหมดของเศรษฐกิจได้ เพราะดัชนีแต่ละตัวกำลังจับภาพคนละมุม ท่ามกลางโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ดร.พิพัฒน์ยกตัวอย่างว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นแตะระดับ 54.2 สูงสุดในรอบ 7 เดือน สะท้อนกิจกรรมภาคการผลิตที่ขยายตัวแข็งแกร่ง
รายละเอียดเพิ่มเติม
ขณะที่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนมิถุนายนกลับลดลง 3.10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วน GDP ไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัวเพียง 1.9% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสก่อนหน้า
ตามข้อมูลของ S&P Global, สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ความแตกต่างดังกล่าวเกิดจากดัชนีแต่ละตัวตอบคำถามไม่เหมือนกัน โดย PMI สะท้อน
‘ทิศทาง’ ว่ากิจกรรมของผู้ประกอบการดีขึ้นหรือแย่ลงจากเดือนก่อน ขณะที่ MPI วัดปริมาณการผลิตจริง และ GDP วัดมูลค่าเพิ่มของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งระบบ ดังนั้น
สถานการณ์ล่าสุด
แม้โรงงานจำนวนมากจะเริ่มฟื้นตัวจากฐานต่ำจนทำให้ PMI ปรับสูงขึ้น แต่หากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ยังลดกำลังการผลิต น้ำหนักของอุตสาหกรรมเหล่านั้นก็สามารถฉุดให้ MPI โดยรวมยังติดลบได้
อย่างไรก็ตาม ดร.พิพัฒน์มองว่า ข่าวดีคือประเทศไทยเริ่มเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมใหม่ระดับโลก โดยเฉพาะกลุ่มที่เติบโตตามกระแสการลงทุนด้าน AI ได้แก่
ฮาร์ดดิสก์และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล ชิ้นส่วนโฟโตนิกส์และอุปกรณ์เครือข่าย ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์ ปัญหาคืออุตสาหกรรมกลุ่ม ‘ผู้ชนะ’ แม้เติบโตเร็ว
มุมมองและผลกระทบ
แต่ยังมีขนาดเล็ก ขณะที่อุตสาหกรรมกลุ่ม ‘ผู้แพ้’ ซึ่งกำลังหดตัวกลับยังมีขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมรถยนต์ที่หดตัวต่อเนื่อง ปิโตรเคมีที่เผชิญกำลังการผลิตส่วนเกินจากจีน
และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่แข่งขันกับสินค้านำเข้าได้ยาก จึงยังคงกดทับภาพรวมเศรษฐกิจไทย ดร.พิพัฒน์ยังตั้งข้อสังเกตว่า ดัชนีเศรษฐกิจแบบเดิมอาจเริ่มตามโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปไม่ทัน
โดยเฉพาะการวัดผลผลิตเป็น ‘จำนวนหน่วย’ เช่น ฮาร์ดดิสก์ 1 ลูกในปัจจุบันสามารถเก็บข้อมูลได้มากกว่าในอดีตมหาศาล หากวัดเฉพาะจำนวนชิ้น อุตสาหกรรมนี้อาจดูเหมือนไม่เติบโต
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
ทั้งที่ศักยภาพของผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นอย่างมาก ขณะเดียวกัน ‘ไส้ใน’ ของมูลค่าเพิ่มก็เปลี่ยนไป เช่น การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) แม้จำนวนรถที่ผลิตได้จะเพิ่มขึ้น
แต่มีสัดส่วนชิ้นส่วนนำเข้าสูงกว่ารถกระบะแบบเดิม ซึ่งมีห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศลึกกว่า ส่งผลให้มูลค่าเพิ่มที่ตกอยู่กับเศรษฐกิจและแรงงานไทยอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นตามจำนวนรถที่ผลิต
สถานการณ์เดียวกันยังเกิดขึ้นกับการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งต้องนำเข้าเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์จำนวนมากจากต่างประเทศ จึงเป็นเหตุผลส่วนหนึ…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ เดอะสแตนดาร์ด



