ยันโครงการ Missing Link เชื่อมรถไฟชุมพร-ท่าเรือระนอง ยกระดับโลจิสติกส์ทั้งประเทศ
อัปเดตเมื่อ: 29 กรกฎาคม 2569 เวลา 10:23อ่าน 3 นาที

ยันโครงการ Missing Link เชื่อมรถไฟชุมพร-ท่าเรือระนอง ยกระดับโลจิสติกส์ทั้งประเทศ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
จากข้อซักถามของฝ่ายค้านเกี่ยวกับการปรับแนวทางจากโครงการแลนด์บริดจ์ มาสู่การเดินหน้าเติมเต็มโครงข่ายคมนาคมที่ยังขาด หรือ Missing Link
แล้วจะทำให้โอกาสทางเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ลดลงไปหรือไม่ “รัฐบาลขอยืนยันว่า โครงการ Missing Link ในส่วนรถไฟชุมพร-ท่าเรือระนอง จะยกระดับศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของทั้งประเทศ
รายละเอียดเพิ่มเติม
เพื่อมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียนในระยะต่อไป ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจในทุกภาคโดยเฉพาะภาคใต้
มากไปกว่านั้นการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ในด้านอื่นๆจะเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เป็นโครงการที่สอดรับกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ”น.ส.รัชดากล่าว น.ส.รัชดา กล่าวว่า การเติมเต็ม Missing
Link เพื่อเชื่อมโครงข่ายคมนาคมที่ยังขาด จะดำเนินการทั้งระบบราง ถนน และท่าเรือ โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาท่าเรือระนอง ขุดลอกร่องน้ำ
สถานการณ์ล่าสุด
พัฒนาพื้นที่หลังท่า เชื่อมต่อระบบถนน และก่อสร้างทางรถไฟช่วงชุมพร–ท่าเรือระนอง เพื่อสนับสนุนการพัฒนา Ranong Gateway เข้ากับโครงข่ายรถไฟสายหลักของประเทศ รวมทั้งเส้นทางไทย–ลาว–จีน
และมาเลเซีย–สิงคโปร์ น.ส.รัชดา กล่าวอีกว่า ท่าเรือระนอง เมื่อได้รับการยกระดับแล้ว ประโยชน์โดยตรงที่จะเกิดขึ้นคือ 1.เป็นการเปิดประตูการค้าฝั่งอันดามันสู่กลุ่มประเทศ BIMSTEC ได้แก่
บังกลาเทศ อินเดีย เมียนมา และ ศรีลังกา รวมถึงต่อยอดสู่ตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรป ทำให้การขนส่งสินค้าส่งออกของไทยโดยเฉพาะจากภาคใต้สะดวกขึ้นมาก และ
มุมมองและผลกระทบ
2.เมื่อโครงข่ายเชื่อมต่อกันสมบูรณ์ จะช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนการขนส่งสินค้า เพิ่มทางเลือกการส่งออกจากฝั่งอันดามัน และยกระดับศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของประเทศให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค
ทั้งนี้ โครงการรถไฟชุมพร–ท่าเรือระนองมีการศึกษาและออกแบบแล้ว เหลือการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อย่างรอบคอบ ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ซึ่งหากได้รับความเห็นชอบ
คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี จึงสะท้อนว่าเป็นโครงการที่มีผลการศึกษาและออกแบบรองรับ
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
สามารถเดินหน้ากระบวนการพิจารณาขั้นต่อไปได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่นอกจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์แล้ว รัฐบาลยังเดินหน้าพัฒนาภาคใต้ในด้านการท่องเที่ยว
การแปรรูปสินค้าเกษตร การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจกับภูมิภาคอื่น ตามกรอบแผนพัฒนาภาคของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
“รัฐบาลรับฟังทุกข้อเสนอจากทุกฝ่าย โดยการตัดสินใจลงทุนตั้งอยู่บนหลักความคุ้มค่าและประโยชน์ของประเทศ การเติมเต็ม Missing Link
ทำให้โครงสร้างพื้นฐานที่ประเทศไทยมีอยู่แล้วสร้างมูลค่าได้มากขึ้น ลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของทั้งประเทศ และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเป็นรู…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



