อนุทิน โชว์วิสัยทัศน์เวที Lowy ชูไทย ‘ไม่เลือกข้าง แต่ต้องมีทางเลือก’ เดินหน้าสร้างเศรษฐกิจยืดหยุ่น-อาเซียนเข้มแข็ง
อัปเดตเมื่อ: 18 สิงหาคม 2569 เวลา 12:44อ่าน 3 นาที

วันนี้ (18 สิงหาคม) เวลา 10.20 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครซิดนีย์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
‘Beyond the Thailand-Australia Bilateral Partnership: Advancing International Order through Regional and Minilateral Cooperation’ ณ สถาบัน Lowy (Lowy Institute) นครซิดนีย์
เครือรัฐออสเตรเลีย ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยอิสระด้านนโยบายระหว่างประเทศ (Think Tank) ของออสเตรเลีย โดยมีบทวิเคราะห์สถานการณ์ระดับโลกต่างๆ
รายละเอียดเพิ่มเติม
และจัดทำดัชนีชี้วัดที่สื่อมวลชนและรัฐบาลทั่วโลกนำไปอ้างอิง โอกาสนี้ Dr. Michael Fullilove ผู้อำนวยการบริหารสถาบัน Lowy ให้การต้อนรับ
นายกรัฐมนตรีใช้โอกาสนี้นำเสนอมุมมองของไทยต่อแวดวงนโยบายต่างประเทศและยุทธศาสตร์ของออสเตรเลีย ถึงบทบาทของไทย ออสเตรเลีย และประเทศขนาดกลางในการรับมือกับโลกที่มีความไม่แน่นอนมากขึ้น
พร้อมเสนอ 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ 1) ทำให้ภูมิภาคนิยม (Regionalism) สามารถตอบโจทย์ความท้าทายได้อย่างแท้จริง 2) รักษาความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Autonomy) และ 3)
สถานการณ์ล่าสุด
สร้างภูมิคุ้มกันและความยืดหยุ่น (Resilience) ผ่านการบูรณาการทางเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเยือนออสเตรเลียครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญ ก่อนที่ไทยและออสเตรเลียจะครบรอบ 75
ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตในปีหน้า โดยทั้งสองประเทศควรต่อยอดความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์จากความร่วมมือทวิภาคีไปสู่การร่วมสร้างประโยชน์แก่ภูมิภาค ท่ามกลางโลกที่ภูมิรัฐศาสตร์
เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีเชื่อมโยงกันมากขึ้น การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์และความขัดแย้งส่งผลโดยตรงต่อการค้า การลงทุน ห่วงโซ่อุปทาน พลังงาน และความมั่นคงทางอาหาร นายกรัฐมนตรีย้ำว่า
มุมมองและผลกระทบ
ในภาวะที่ระบบระหว่างประเทศมีความไม่แน่นอนและคาดการณ์ได้ยาก ไทยและออสเตรเลียต่างมีผลประโยชน์ร่วมกันในการรักษาสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศที่เปิดกว้าง มีเสถียรภาพ
และตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎกติกา โดยทุกประเทศต้องมีส่วนร่วมในการธำรงรักษาระบบดังกล่าว ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของประเทศมหาอำนาจเพียงฝ่ายเดียว ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีเสนอ 3 แนวทางสำคัญ
เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกในปัจจุบัน ประการแรก ทำให้ภูมิภาคนิยม (Regionalism) สามารถตอบโจทย์ความท้าทายได้อย่างแท้จริง โดยนายกรัฐมนตรีเห็นว่า
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
สถาบันระดับโลกยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ในช่วงเวลาที่การสร้างฉันทามติในระดับโลกเป็นไปได้ยาก สถาบันระดับภูมิภาคจำเป็นต้องมีบทบาทมากขึ้น ทั้งในการรักษาช่องทางการหารือ
สร้างความไว้วางใจ และแปลงหลักการไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม สำหรับประเทศไทย อาเซียนยังคงเป็น ‘หลักยึดทางยุทธศาสตร์’ ที่สำคัญ โดยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา
อาเซียนมีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากภูมิภาคที่เคยมีความแตกแยกและความไม่ไว้วางใจ ไปสู่ภูมิภาคแห่งการหารือ ความร่วมมือ และการบูรณาการที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี
อาเซียนจำเป็นต้องพัฒนาต่อไป…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ เดอะสแตนดาร์ด



